"กสทช." เล่นใหญ่คุม OTT ปิดช่องหารายได้บีบยักษ์โซเชียล

งัดท่าไม้ตายออกมาติด ๆ กันเพื่อ กำกับการให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (OTT) โดยเริ่มจากประกาศให้ช่องทีวีดิจิทัล และเจ้าของแพลตฟอร์ม OTT รายใหญ่ 14 ราย อาทิ True Visions Anywhere, AIS Play, LINE TV, Facebook, Youtube มาลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ OTT ภายใน 30 วัน
          วันแรกที่ประกาศให้บรรดาผู้ที่เข้าข่ายเป็น OTT "พ.อ.นที ศุกลรัตน์"ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ OTT ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่า หากยังไม่มาลงทะเบียนจะเกิดอะไรขึ้น และย้ำว่าไม่มีแนวคิดที่จะให้หยุดการให้บริการ
          "การให้บริการจะเป็นไปได้เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่การประกอบธุรกิจอาจจะลำบากบ้างในบางส่วน ไม่เหมือนกับคนที่เข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้อง"
          คล้อยหลังมาไม่กี่วัน "พ.อ.นที" เฉลยท่าไม้ตายเรียกประชุมสมาคม เอเยนซี่โฆษณา และ 47 บริษัทเอกชนที่มีการใช้งบฯโฆษณาบนสื่อออนไลน์ โดยแจ้งว่าหากพ้นกำหนด 22 ก.ค. 2560 ผู้ที่ยังไม่มาลงทะเบียนจะถือว่าเป็นผู้ให้บริการ OTT โดยไม่รับอนุญาต เป็นการให้บริการที่ผิดกฎหมาย และฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
          และสำทับว่า หากเอเยนซี่โฆษณาหรือบริษัทเจ้าของงบฯโฆษณารายใดยังคงลงโฆษณากับผู้ให้บริการ OTT ที่ให้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ตามความผิดที่เกิดขึ้นด้วย
          และผู้ให้บริการ OTT YouTube, Facebook และ Netflix หากพ้นเส้นตาย 22 ก.ค.แล้วยังไม่มาจะถือว่าเป็นผู้ให้บริการ OTT ที่ไม่ได้รับอนุญาต โดย"Netflix นัดเข้าหารือต้นเดือน ก.ค.นี้ แต่ยูทูบและเฟซบุ๊กยังไม่ได้ติดต่อมา
          "พ.อ.นที" ย้ำว่า กสทช.นี้มีอำนาจตามกฎหมายให้ดำเนินการได้ ทั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมาภิบาลของบริษัท ซึ่งบริษัทเจ้าของงบฯโฆษณาเกือบทั้งหมดต่างจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ดังนั้น การทำผิดกฎหมาย ผิดหลักธรรมาภิบาลย่อมมีผลกระทบกับบริษัท แต่ กสทช.จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายเป็นวิธีสุดท้าย
          ในกรณีที่หลังพ้นกำหนดแล้ว ยังมี ผู้ให้บริการ OTT ที่ผิดกฎหมายอยู่ จะมีการ แจ้งไปยังสถานทูตที่บริษัทเหล่านั้นสังกัดอยู่ว่าไม่ดำเนินการตามกฎหมายไทย หากพบว่ามีการสนับสนุนโดยการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มดังกล่าวจะมีการแจ้งไปยังบริษัทเหล่านั้นว่า มีการ ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล และแจ้งกับตลาดหลักทรัพย์หรือหน่วยงานกำกับดูแลกรณีเป็นรัฐวิสาหกิจ
          รองประธาน กสทช.ยังย้ำด้วยว่า มาตรการนี้ไม่รวมถึงบรรดาโฆษณาแฝงในคอนเทนต์ที่ไปอยู่บนแพลตฟอร์ม OTT เนื่องจากรายได้ส่วนนี้ไปอยู่กับเจ้าของคอนเทนต์ ทั้งไม่กระทบกับเจ้าของช่องหรือเพจต่าง ๆ เพราะ YouTube ที่มีผู้ติดตามเกิน 1 ล้านราย ซึ่งเข้าเกณฑ์ที่ต้องลงทะเบียนกับ กสทช.ก่อน 27 ก.ค.นี้ ต่างแสดงความจำนงเข้าระบบลงทะเบียนแล้ว
          "มาตรการนี้จะไม่กระทบกับประชาชน เพียงแต่หารายได้ไม่ได้ และวัตถุประสงค์ของการกำกับดูแลนี้ก็เพื่อให้ OTT เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง นำคอนเทนต์ที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบ ทั้งการหลอกลวง การโฆษณาอาหารและยาที่ผิดกฎหมาย เนื้อหายุยงปลุกปั่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา"
          ในหลายประเทศอย่างเวียดนามรัฐบาลได้เรียกบริษัทใหญ่ ๆ มาสั่งห้ามลงโฆษณา โดยบริษัทแรกที่ดำเนินการทันที คือ โตโยต้า
          ฟาก นายศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สมาคมและสมาชิกยินดีที่จะปฏิบัติตามนโยบายและเป็นตัวกลางประสานให้ กสทช.กับเจ้าของแพลตฟอร์ม OTT ได้มีการหารือกัน เพราะเชื่อว่าการหารือกันจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี
          "ขณะนี้เจ้าของแพลตฟอร์มมีการหารือเรื่องนี้ น่าจะได้ข้อยุติเร็ว ๆ นี้ ซึ่ง DAAT ก็หวังใจว่าอีก 20 วันจะได้ข้อยุติที่ทำให้อุตสาหกรรมเดินต่อไปได้"
          แต่การงดไม่ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม OTT อย่างยูทูบและเฟซบุ๊ก ไม่ได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมมากนัก เพราะมีช่องทางโฆษณาเยอะมาก อย่างในกูเกิล จะกระทบแต่บนแพลตฟอร์ม VDO
          ความเคลื่อนไหวล่าสุด Asia Internet Coalition  (AIC) องค์กรส่งเสริมความเข้าใจอันดีในการให้บริการอินเทอร์เน็ตในเอเชีย-แปซิฟิก ที่มี เฟซบุ๊ก กูเกิล ยาฮู ทวิตเตอร์ ไลน์ และราคูเท็น เป็นสมาชิก ออกแถลงการณ์ว่ามาตรการ ดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคในการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะนโยบายไทยแลนด์ 4.0  เพราะสร้างภาระให้ผู้ประกอบการ ไม่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมด้านสื่อสารดิจิทัล กระทบการตัดสินใจลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงขัดข้อตกลง WTO และสนธิสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยได้ทำข้อตกลงไว้ ทั้งยังไม่เปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากสาธารณะอย่างเพียงพอ จึงคาดหวังว่ารัฐบาลไทย และ กสทช.จะทบทวนโดยเปิดเจรจาอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน