"ดีแทค"ไขความแรง"คลื่น2300"ดูบันเทิงบนมือถือ"ลื่นขึ้น"

"ดีแทค" โปรโมทประสิทธิภาพคลื่น 2300 บนเทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลแบบทีดีดี (TDD : Time Division Duplex) หลังเป็น คู่ค้ากับ 'ทีโอที' เตรียมให้บริการคลื่น 2300 เร็วๆนี้
          ในรายงานของดีแทค อธิบายว่า เทรนด์หนึ่งที่เห็นได้ชัดจากสถิติการเติบโตของทั้งยูทูบ มีคนดูผ่านทางมือถือมากขึ้นถึง 90% และยอดเข้าชมไลน์ ทีวี สูงกว่าปีก่อน 136% ในช่วงปีที่ผ่านมา ยืนยันถึงไลฟ์สไตล์ ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยที่ ไม่ได้ติดอยู่กับการใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค แค่การสนทนา หรือ อ่านเนื้อหาต่างๆ เพียงอย่างเดียว
          หากกำลังขยายออกไปอยู่บนยุคที่ การรับชมคลิปวีดิโอ ทั้งช่วงระหว่างเดินทาง บนท้องถนน และใช้เป็นความบันเทิง ยามพักผ่อนแต่ละวัน
          สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมในการใช้งาน ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐานอย่างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ยิ่งยุคการให้บริการ 4จี แอลทีอี หรือการใช้โมบายดาต้า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลาย รอบด้านมากขึ้นก็เพิ่มความบันเทิงได้ง่ายขึ้น
          การเลื่อนดู ไลฟ์ หรือวีดิโอที่น่าสนใจ ผ่านหน้าไทม์ไลน์บนเฟซบุ๊ค กลายเป็นกิจวัตรประจำวันเวลาที่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถืออยู่ในมือ หรือถ้ามีช่วงเวลาว่าง สักชั่วโมงการรับชมละคร หรือซีรีส์ย้อนหลัง จากยูทูบ และไลน์ ทีวี กลายเป็นทางเลือกให้คนเข้าถึงคอนเทนท์วีดิโอได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น
          เฉลี่ยใช้งานดาต้า 'เพิ่มขึ้น'
          ในมุมผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ ที่เห็นข้อมูลสถิติเหล่านี้ชัดเจน จากปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณเฉลี่ยเดือนละ 2 กิกะไบต์ กลายเป็น 5-6 กิกะไบต์ต่อเดือน จากจำนวนผู้ใช้งาน โมบายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีอยู่ทั่วประเทศ
          ประกอบกับเมื่อปริมาณแบนด์วิธ ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้งานกับการสตรีมมิ่งคอนเทนท์ที่เป็นวีดิโอ ซึ่งต้องใช้ความเร็วมากขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการรับ-ส่งข้อมูลที่เป็นรูปภาพ หรือตัวอักษร ดังนั้นการให้บริการ 4จี แอลทีอี จึงถูกปรับแต่งให้รับกับพฤติกรรมเหล่านี้
          เพียงแต่ว่าปัจจุบันการให้บริการ 4จี แอลทีอีในไทย จะอยู่บนคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่าเอฟดีดี (FDD : Frequency Division Duplex) มาให้บริการ เช่น บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตช์ และ 2100 เมกะเฮิรตช์
          โดยรูปแบบการทำงานของเอฟดีดี จะใช้วิธีรับ-ส่งข้อมูลบนคลื่นความถี่ ที่แบ่งเป็นคนละชุด และต้องใช้งานรับ-ส่ง ไปพร้อมกันเป็นคู่ เช่น คลื่น 2100 เมกะเฮิรตช์ ที่ให้บริการด้วยแบนด์วิธ 15 เมกะเฮิรตช์ นั่นคือจะมีคลื่นแบนด์วิธ 15 เมกะเฮิรตช์ สำหรับรับข้อมูลหรือดาวน์โหลด และคลื่นอีกชุดที่มีแบนด์วิธ 15 เมกะเฮิรตช์เช่นกัน เพื่อส่งข้อมูลคลื่น 2 ชุดทั้งรับ และส่งต้องใช้งานควบคู่กันตลอดเวลา แม้ส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมผู้ใช้จะเน้นการดาวน์โหลดข้อมูลก็ตาม
          ลองนึกภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ 6 เลนส์ ที่มีทั้งขาเข้าเมือง และขาออกเมือง มีจำนวนเลนส์ถนนใช้งานเท่ากันฝั่งละ 3 เลนส์ โดยมีแบริเออร์หรือกำแพงปูนกั้นกลางแบ่งแนวถนนสำหรับสองฝั่งชัดเจน
          ดั้งนั้น การใช้งานแม้ตอนเช้า ขาเข้าเมืองจะมีปริมาณรถมาก ขาออกนอกเมืองปริมาณรถจะน้อย ด้วยการที่ถนนแบ่งชัดเจน เราอาจจะเห็นว่าอีกฝั่งใช้งานหนาแน่นรถติด อีกฝั่งโล่งมีรถไม่กี่คันวิ่งกันสบาย แต่เราก็ ต้องใช้งานตามที่กำหนดมาตายตัวแบบนั้น โดยพื้นฐานการให้บริการของคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีแบบเอฟดีดี จะถูกจำกัดด้วยปริมาณแบนด์วิธที่สามารถจัดสรรให้บริการ หรือนำออกมาประมูลใบอนุญาตในปัจจุบันที่ใบละไม่เกิน 15-20 เมกะเฮิรตช์ การให้บริการ 4จี หรือการใช้งานดาต้าบนมือถือ ยิ่งมีคลื่นกว้างคลื่นมากจะยิ่งดี และยิ่งเป็น คลื่นเดียวที่มีแบนด์วิธกว้างมากจะยิ่งดีเพิ่มไปอีก
          ทั้งนี้ แน่นอนว่า เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมา เน้นใช้งานดาต้าความเร็วสูง รูปแบบการให้บริการ 4จี บนแค่คลื่นที่ใช้การรับ-ส่งแบบเอฟดีดี คงไม่ตอบโจทย์การใช้งานต่อเนื่องในอนาคต เพราะจากสถิติต่างๆ ตอกย้ำถึงรูปแบบการใช้งานของผู้บริโภค ที่เน้นดาวน์โหลดข้อมูลเข้ามาในการสตรีมมิ่งวีดิโอคอนเทนท์ต่างๆ
          เทคโนโลยีอย่าง 4จี แอลทีอี-ทีดีดี (Time Division Duplex) จึงถูกพัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยเฉพาะการดาวน์โหลดข้อมูลที่สามารถขึ้นไปใช้งานระดับกิกะบิต เน็ตเวิร์คได้ (ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ)
          มั่นใจตอบโจทย์ใช้งานยุคดิจิทัล
          ดังนั้น การที่ดีแทคเข้าไปเป็นพันธมิตรกับทางทีโอทีในการให้บริการ 4จี แอลทีอี- ทีดีดี บนคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตช์ มาเปิดให้บริการจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานดาต้าในไทย เพราะคลื่น 2300 เมกะเฮิรตช์ จะใช้เทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลแบบทีดีดี เป็นการยกระดับเครือข่าย 4จี แอลทีอี ในไทยให้กลายเป็นผู้นำอันดับแรกๆ ของโลก ที่ให้บริการ 4จี แอลทีอี-ทีดีดี บนแบนด์วิธที่กว้างถึง 60 เมกะเฮิรตช์ และที่สำคัญคือเป็นผืนเดียวติดกัน
          ขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในเกาหลี จีน และญี่ปุ่น ที่มีการนำ 4จี แอลทีอี-ทีดีดี ไปใช้งานก็ไม่มีแบนด์วิธบนคลื่นเดียวกันที่กว้างขนาดนี้
          ที่น่าสนใจ คือ ทีดีดี จะมีรูปแบบการรับ-ส่งข้อมูลที่แตกต่างจากเอฟดีดี เพราะใช้คลื่นเดียวสำหรับการรับ-ส่งข้อมูล แต่เป็นการสลับช่วงเวลารับ-ส่งข้อมูลแทน ทำให้สามารถใช้งานคลื่นเดียวได้เต็มที่ ด้วยการออกแบบคลื่นให้มีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน นี่คือ จุดเด่นของทีดีดี คลื่นที่จะนำมารองรับ การใช้งานดาต้าในอนาคต เพราะส่วนใหญ่ ผู้ใช้งานดาต้าจะใช้งานรูปแบบ ดาวน์ลิงก์ มากกว่า  ลองนึกถึงการใช้งานของเราที่ดูหนัง หรือโหลดเพลง อ่านคอนเทนท์ต่างๆ บนโลกโซเชียล นี่คือการใช้งานแบบด้านดาวน์ลิงก์มากกว่านั่นเอง เราใช้งานอัพลิงก์ด้วยเช่นกัน เช่น ถ่ายภาพอัพโหลดขึ้นเฟซบุ๊ค แต่การใช้งานฝั่งอัพลิงก์ อาจด้วยปริมาณไม่มากเท่ากับที่เราใช้งานดาวน์ลิงก์ ตอนนี้ลองนึกถึงภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ภาพเดิม ที่มีทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง แต่ถ้าจำนวนถนนที่เรามีทั้งหมด 6 เลนส์ สำหรับรองรับการใช้งาน ไม่ต้องแบ่งเป็นขาเข้าเมือง 3 เลนส์ ขาออกเมือง 3 เลนส์ให้เท่ากันแบบนี้ จะดีกว่าหรือไม่ เพราะถ้าคนใช้งานฝั่งขาเข้าเมืองมากกว่า เราจะออกแบบให้ถนนฝั่งขาเข้าเมืองมี 4 เลนส์ ฝั่งขาออกนอกเมืองมี 2 เลนส์ หรือถ้าคนใช้งานกัน แต่ฝั่งเข้าเมืองเรามาออกแบบเป็นถนนฝั่งขาเข้าเมือง 5 เลนส์ และฝั่งขาออกนอกเมือง 1 เลนส์พอ แบบนี้จะดีกว่า หรือไม่
          ขณะที่ ผู้ใช้จะได้ประโยชน์อะไรจาก 4จี แอลทีอี-ทีดีดี คือ จะได้ความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะการดาวน์โหลดคอนเทนท์ เมื่อเทียบกับ 4จี บนคลื่นแบบเอฟดีดี ดังนั้น 4จี บนคลื่น 2300 เมกะเฮิรตช์ จะให้การใช้งานสตรีมมิ่งวีดิโอคอนเทนท์ ไม่ว่าจะเป็น ยูทูบ เฟซบุ๊คไลฟ์ ไลน์ทีวี และดูคลิปวีดิโอผ่านช่องทางต่างๆ จะรวดเร็วขึ้น ลื่นขึ้น
          "คลื่น 2300 เมกะเฮิรตช์ จะใช้เทคโนโลยีรับ-ส่งข้อมูลแบบทีดีดี เป็นการยกระดับเครือข่าย 4จี แอลทีอีในไทยให้ กลายเป็นผู้นำอันดับแรกๆ ของโลก"