"ไทยคม"เร่งรัฐสางปมดาวเทียม เปิดช่องใช้ ม.44 แก้ปัญหา

"ไทยคม" เผยปัญหาไลเซ่นส์ดาวเทียมไทยคม 7-8 ยังไร้ข้อสรุป ไทยคม 9 ค้างเติ่ง โอดแผนยิงดวงใหม่ล่าช้าส่งผลลูกค้ารายใหญ่ "ซอฟต์แบงก์" ถอดสัญญา แนะใช้มาตรา 44 แก้
          จนถึงวันนี้ปัญหาไลเซ่นส์ ดาวเทียมไทยคม ยังคงไร้ข้อสรุป สะเทือนถึงบริษัทไทยคมที่มีแผน ต้องยิ่งดาวเทียมดวงใหม่ "ไทยคม 9" กำหนดการต้องถูกดีเลย์ออกไป ส่งผลให้ลูกค้ารายใหญ่ถอดสัญญา ทำสูญเสียรายได้ กระทั่งล่าสุดต้อง "ร้องขอ" ให้รัฐใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา
          นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ซึ่งในขณะนั้น ยังคงเป็นกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยนางทรงพร โกมลสุรเดช ดำรงตำแหน่งเป็น ปลัดกระทรวง ไอซีที ได้ถอนการจองวงโคจรของ ดาวเทียมไทยคม 9 ไป เมื่อต้นปี 2559 จนกระทั่งขณะนี้ กระทรวงดีอียังไม่ได้ดำเนินการจองวงโคจรดาวเทียมให้กับบริษัทในฐานะที่กระทรวงเป็นตัวแทนภาครัฐ
          ไทยคมสะเทือน-ลูกค้าถอนใช้บริการ
          เบื้องต้นความล่าช้าดังกล่าว ส่งผลให้ลูกค้ารายใหญ่ บริษัท ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตรายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการดาวเทียมไทยคม 4 เดิมอยู่ สร้างรายได้ปีละ 1,000 ล้านเยน (300 ล้านบาท ) และกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2564 ซึ่งได้จองการใช้งานดาวเทียมดวงที่ 9 ไว้ ต้องยกเลิกแผนการใช้งานไป
          "การไม่มีความชัดเจนในการ บริหารจัดการดาวเทียมนั้น ส่งผล ให้ไทยคมเสียโอกาสทางธุรกิจ เพราะลูกค้าดังกล่าวได้มีการจอง การใช้งานดาวเทียมดวงที่ 9 ถึง 30% ของบริการทั้งหมด หรือคิดเป็น 1.5 กิกะไบต์"
          ที่ผ่านมา คณะทำงานที่กระทรวง และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีการประชุม ร่วมกันมากกว่า 3 ครั้ง แต่ไม่มีอะไร ชัดเจน
          กระทั่งครั้งล่าสุด เมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซอฟต์แบงก์ ได้ขอยกเลิกแผนการใช้งานกับไทยคมแล้ว เนื่องจากต้องการความชัดเจนในการให้บริการกับลูกค้า
          รวมถึงใช้เวลาเตรียมการถ่ายโอน ลูกค้าจากดาวเทียมไทยคม 4 ไปสู่ ดาวเทียมไทยคม 9 ไทยคม 4 จะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2564
          ส่วนประเด็นที่ทาง ไทยคม นำเสนอโซลูชั่นในการเป็นดาวเทียมประชารัฐโดยให้ความจุ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จำนวน 30% เพื่อให้บริการกับกระทรวง มหาดไทย เพื่อความมั่นคงของประเทศก็ยังเป็นเพียงข้อเสนอที่รัฐบาลยังไม่ได้ตัดสินใจ
          บริษัทคาดว่า หากภายในปีนี้ ไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถ จองวงโคจรให้กับดาวเทียมดวงที่ 9 ได้หรือไม่ เพื่อให้สามารถลงนาม สัญญากับลูกค้าภายในปี 2561 ก็จะ ทำให้ไทยคมต้องเสียโอกาสทาง ธุรกิจรายได้ ไม่มีการลงทุนต่อเนื่องสำคัญที่สุดคือความเสี่ยงของรัฐที่จะเสียวงโคจร
          แนะ ม.44 ทางออกปัญหา
          "เข้าใจว่ารัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ เนื่องจากกลัวจะมีคดีเหมือน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี แม้ว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี จะบอกแนวทาง ให้ควรแยกการแก้ปัญหาการเก็บ รายได้ของดาวเทียมดวงที่ 7 กับ 8 ออกไปก่อน
          ส่วนเรื่องดาวเทียมดวง 9 ก็ควรหาทางออกว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจ ในการจองวงโคจร เพราะเป็นเรื่อง เร่งด่วน แม้ว่าพ.ร.บ.กสทช.ฉบับ ใหม่ มีการระบุว่า กสทช.มีหน้าที่ รับผิดชอบเรื่องจองวงโคจร ก็จริง แต่ในกฎหมายก็ไม่ได้ระบุถึงอำนาจ ว่าต้องเป็นใครในการไปจอง ซึ่งก็ ต้องกลับมาที่ กระทรวงดีอี กับ กสทช.ที่ต้องมาคุยกันอีก บอกตามตรงว่า ไม่มั่นใจเลย เพราะเราควบคุมรัฐไม่ได้ หรืออีกทางหากสุดท้ายแล้ว หาทางออกไม่ได้น่าจะใช้ ม. 44ไปเลยก็ดี"
          สำหรับเงื่อนไข ที่รัฐบาลเคยเสนอ ให้เก็บรายได้จากดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่ กสทช. ออกใบอนุญาตไปแล้ว กลับไปอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิม และต้องจ่ายค่าสัมปทานปีละ 20.5% จนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในปี 2564 นั้น เป็นสิ่งที่ไทยคมรับได้ แต่หากจะมี เงื่อนไขที่มากกว่านั้น รัฐบาลก็ต้องปกป้องการแข่งขันจากดาวเทียมต่างชาติด้วย เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันด้านราคาจากดาวเทียมต่างประเทศมากขึ้น
          ขณะที่ประเทศไทยมีดาวเทียม ของประเทศ คือ ไทยคม เพียงรายเดียว แต่ไม่ได้สร้างดาวเทียมเองทั้งยังต้องใช้วงจรของต่างประเทศจึงทำให้ไม่สามารถแข่งขันเรื่องราคาได้
          ทั้งนี้ สิ่งที่พูดถึงทั้งหมดไม่ใช่แค่ดาวเทียม 4 เมื่อไทยคมหมดอายุสัมปทานในปี 2564 แล้ว หากจอง ดวงที่ 9 ในวงโคจรเดิมเพื่อให้บริการ ลูกค้าต่อไป ก็จะทำให้เสียวงโคจรไป วงโคจรเดียว แต่ดาวเทียมไทยคม 5 ก็มีเวลาหมดอายุสัมปทานในปีเดียวกัน เท่ากับว่าไทยคมหรือประเทศไทย จะเสียสิทธิในวงโคจรเดิมเพิ่มเป็น 2 วงโคจร "หากรัฐบาลยืนยันจะให้กลับไปใช้ ระบบสัมปทาน ไทยคมก็ยอมรับได้ และพร้อมที่จะจ่ายในราคาที่สมเหตุ สมผล หากธุรกิจสามารถแข่งขันได้ แต่ถ้าจะให้กลับไปใช้ในข้อกำหนด เดิม ก็คงต้องมีการฟ้องร้องกัน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ไม่อยากมีเรื่องกับ รัฐบาลเลย"
          ห่วงนโยบายรัฐอุปสรรค
          ขับเคลื่อนดาวเทียม4.0
          นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจดาวเทียมไม่ใช่ขาขึ้นเหมือนในอดีต ทุกวันนี้ ค่าใบอนุญาตที่จ่ายแทบจะแพงสุด ในโลก  จากนี้ยังต้องรอดูว่าภาครัฐมองธุรกิจดาวเทียมอย่างไร ที่น่าห่วง คือความไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ ส่วนตัวมองว่า ดาวเทียมมีความสำคัญและจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 หากไทยคม 9 มีความชัดเจนได้ จะเป็นบรรทัดฐานให้ประเทศไทย เรื่องการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และการใช้วงโคจร
          "เป็นธุรกิจความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนต่ำ และยากมากที่จะมองสภาพการแข่งขัน จำต้องประเมินสถานการณ์ในอนาคต การตลาด การหาลูกค้าให้เพียงพอและอยู่กับบริษัทต่อเนื่องในระยะยาว ผมหวังจะได้เห็นทางออกที่เป็นธรรมกับทั้งภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมให้แข่งขันได้ และอีกประเด็นที่หวังให้รัฐให้ความสำคัญคือ การเข้ามาชิงตลาดจากผู้ให้บริการต่างชาติ"
          พร้อมระบุว่า การสร้างดาวเทียมแต่ละดวงต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 2-3 ปี อายุการใช้งานราว 15 ปี ดังนั้นเอกชนต้องวางแผนธุรกิจระยะยาว พิจารณาถึงการลงทุนว่าคุ้มค่าหรือไม่ ฐานลูกค้าเพียงพอหรือเปล่า ทั้งมีประเด็นเรื่องต้นทุนที่จะไปแข่งขันกับคู่แข่ง
          บทบาทของบริษัทมุ่งเป็น อินฟราสตรักเจอร์ขั้นพื้นฐานของประเทศ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ใน 3 มิติ คือ 1.เป็นโครงข่ายการสื่อสารหลักขั้น พื้นฐานของประเทศ 2.พัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและบริการในลักษณะครบวงจร และ 3.ส่วนหนึ่งช่วยเตรียมความพร้อมกำลังคน
          "หากภายในปีนี้ไม่มีความชัดเจน ว่าจะสามารถ จองวงโคจรให้ดาวเทียมดวงที่ 9 ได้หรือไม่  จะทำให้ไทยคมต้องเสียโอกาสทางธุรกิจ"