ธุรกิจการเงินดึงฟินเทคร่วมทุน

วิไลพร ทวีลาภพันทอง 
หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consunitlg(ประเทศไทย)
          บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดผลสำรวจธุรกิจบริการทางการเงินทั่วโลกเล็งดึงพันธมิตรฟินเทคร่วมทัพมากขึ้น เหตุ 88% หวั่นสูญเสียรายได้ให้ ผู้คิดค้นนวัตกรรมโดยมากกว่า 4 ใน 5 (82%) ของธุรกิจบริการทางการเงิน มีแผนที่จะหาพันธมิตรเทคโนโลยีการเงิน (ฟินเทค) เพิ่มมากขึ้นใน 3-5 ปี ข้างหน้า
          PwC เปิดผลสำรวจล่าสุด Redrawing the lines : FinTech's growing influence on Financial Services พบว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันภัย และผู้จัดการด้านการลงทุนทั่วโลกส่วนใหญ่ มีแผนที่จะ จับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท ฟินเทคมากขึ้นภายใน 3-5 ปีข้างหน้า พร้อมคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยต่อโครงการที่ 20%
          ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวทำการสำรวจกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการทางการเงินกว่า 1,300 รายทั่วโลก โดยผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมการเงินที่ต่างหันมาให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากขึ้น โดยสาเหตุหลักของการตื่นตัวในการหา พันธมิตรฟินเทคเพิ่มขึ้น เนื่องจากความกังวลในการสูญเสียรายได้ให้กับบรรดาบริษัทฟินเทคที่ดำเนินธุรกิจ แบบสแตนด์อะโลน โดย 88% ของ ผู้ตอบแบบสอบถาม ยอมรับว่าฟินเทคเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อธุรกิจของพวกเขา (เปรียบเทียบกับ 83% เมื่อปีก่อน) ขณะที่ 24% ของรายได้ธุรกิจบริการทางการเงินทั่วโลกกำลัง ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการเข้ามาของฟินเทค
          กระแสของการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินกับบริษัทฟินเทคจึงเกิดขึ้น โดยฟินเทคสตาร์ทอัพต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฐานลูกค้าจากการเป็น
          พันธมิตรกับบริษัททางการเงินขนาดใหญ่ ในขณะเดียวกันบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินเหล่านี้ก็เริ่มมีความเข้าใจที่ดีขึ้นว่า ฟินเทคจะสามารถเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาทางเทคโนโลยีในรูปแบบเดิมๆ รวมทั้งแก้ปัญหาการสื่อสารกับลูกค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ ให้หมดไป
          "การร่วมมือกับฟินเทค และประยุกต์ใช้นวัตกรรมต่างๆ ของภาคธุรกิจการเงิน ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันตามกระแส แต่เป็นการมองหาวิธีที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดในการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ และเพิ่มศักยภาพในการบริการให้กับลูกค้า"
          การที่สถาบันการเงินทำงาน ใกล้ชิดกับผู้คิดค้นและพัฒนา นวัตกรรมมากขึ้น ย่อมส่งผลทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงประโยชน์ที่ตามมา  จากที่เคยมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย และความไม่พึงพอใจต่อบริการของธนาคาร บริษัทประกันภัย และผู้จัดการกองทุน ปัจจุบันปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็เริ่มลดน้อยลง เพราะมีการปรับปรุงบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ก็ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ามากขึ้นด้วย
          พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสรายงานยังระบุว่า การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับฟินเทคจะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดโอกาสให้บริษัททางการเงินสามารถยกงานด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) บางส่วนให้กับบริษัทภายนอกที่รับผิดชอบโดยตรงดูแล ทำให้มีเวลามาสนใจกับการนำกลยุทธ์มาบริหารธุรกิจได้ดีขึ้น และช่วยให้การคิดค้นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
          นอกจากนี้ บริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่กำลังกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มลูกค้าประชาชนที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคาร สามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น โดย PwC คาดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มลูกค้าใหม่ให้อุตสาหกรรมการชำระเงินเป็นมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
          ข้อมูลของ DeNovo ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของ PwC ระบุว่า  สตาร์ทอัพที่มีการนำปัญญาประดิษฐ์
          (Artificial Intelligence : AI) มาประยุกต์ใช้ กำลังได้รับเงินสนับสนุนอย่างกว้างขวาง โดยในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนทาง การเงินทางด้านนี้แล้วกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/ปี รายงานยังระบุด้วยว่า ในอนาคตจะเริ่มเห็นธนาคาร  ผู้จัดการกองทุน และบริษัทประกันภัย นำเอไอและเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data and analytics tools) ต่างๆ มาใช้โต้ตอบกับลูกค้าและช่วยแนะนำการตัดสินใจลงทุน มากขึ้น
          บล็อกเชนไม่อยู่เฉพาะห้องทดลอง
          77% ของบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินทั่วโลก มีแผนนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับระบบภายในปี 2563
          เงินลงทุนในบริษัทบล็อกเชน ทั่วโลกในปี 2559 โต 79% จากปีก่อนที่ 450 ล้านเหรียญสหรัฐ
          24 % ของสถาบันการเงิน ทั่วโลก ระบุว่า ขณะนี้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีบล็อกเชนมากถึงมากที่สุด
          รายงานระบุชัดว่า บล็อกเชนได้ถูกนำมาใช้ในภาคธุรกิจอย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และกำลังจะ กลายเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ไกลตัวอีกต่อไป ด้วยจุดเด่นของบล็อกเชนที่ช่วย ลดต้นทุนการทำงานของระบบ หลังบ้านและมีความโปร่งใส จะ ทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นที่ยอมรับและ ได้รับเงินทุนสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่บริษัททางการเงินต่างเตรียมความพร้อมและพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรไปสู่การเติบโตในอนาคต
          ผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะถูกนำมา ใช้มากที่สุดในกรณีของการชำระเงิน การโอนเงิน และการจัดการข้อมูลประจำตัวแบบดิจิทัล ขณะที่ความ คิดเห็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในแต่ละประเทศนั้น แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในแต่ละสถานที่ เช่น ผู้ตอบแบบสอบถามจากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า โครงสร้าง พื้นฐานด้านการโอนเงิน น่าจะเป็น
          กรณีของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาใช้มากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึง การลงทุนที่ก้าวหน้าไปมากทางด้านนี้ของสหรัฐ
          "ปัจจุบันธุรกิจบริการทางการเงินได้นำฟินเทคเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินอย่าง เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเป็น พันธมิตรกับฟินเทคสตาร์ทอัพ  การให้เงินทุนสนับสนุนเพื่อบ่มเพาะเทคโนโลยีภายในองค์กร และการพัฒนาโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อทดลองระบบการใช้งานในส่วนต่างๆ เช่น บล็อกเชน เป็นต้น ซึ่งการพัฒนานวัตกรรมที่ ยั่งยืนนี้กำลังเป็นที่ต้องการ โดยจะ ส่งผลดีต่อทั้งตัวบริษัทและลูกค้าในที่สุด"
          อย่างไรก็ดี ความท้าทายของการประยุกต์ใช้ฟินเทคยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความกดดันในเรื่องของเวลากว่าที่ไอเดียใหม่ๆ จะตกผลึกและนำมาใช้ให้เกิดผล รวมไปถึงความคาดหวังของบริษัททางการเงินจากการทำงานร่วมกับฟินเทคสตาร์ทอัพ นอกจากนี้การบริหารความคาดหวังเกี่ยวกับผลตอบแทนก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางด้านต้นทุน ซึ่งการประยุกต์ใช้ฟินเทคเป็นทั้งเรื่องของการคิดค้น รูปแบบการทำงานและการแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ และการนำเทคโนโลยีใหม่นั้นมาใช้
          "ปัจจุบันธุรกิจบริการทางการเงินของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินกำลังตื่นตัวในการนำฟินเทคมาใช้ในธุรกิจเป็นอย่างมาก ซึ่งเวลานี้ธนาคารหลายแห่งมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเอาเทคโนโลยี บล็อกเชน มาใช้คัดแยกและจัดเก็บข้อมูลสัญญาต่างๆ รวมถึงการพิสูจน์ ตัวตนและความถูกต้อง เพื่อช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยในการจัดการเอกสารอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการวิจัยและพัฒนาระบบอัตโนมัติ หรือระบบออโตเมชั่น อย่างเอไอและหุ่นยนต์มาใช้ทำงานควบคู่ไปกับแรงงานมนุษย์ ซึ่งคาดว่า 3-5 ปีข้างหน้า จะเห็นเทคโนโลยี ดังกล่าวในระบบธนาคารของบ้านเรา อย่างแน่นอน"