"กทค."ปลดAIS-DTAC พ้นสถานะอำนาจเหนือตลาด

บอร์ด กทค.นัดสุดท้ายก่อนสิ้นสภาพหลัง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ไฟเขียวเพิกถอน "เอไอเอส- ดีแทค" พ้นสถานะผู้มีอำนาจเหนือตลาด ทั้งอนุมัติคลื่นรถไฟความเร็วสูง
          นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ล่าสุดเมื่อ 21 มิ.ย. ได้รับแจ้งว่าจะประชุมครั้งสุดท้าย เนื่องจาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) ฉบับใหม่ กำลังจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะทำให้ กทค. และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท.) สิ้นสุดสภาพในทันที เหลือเพียงบอร์ด กสทช.เท่านั้น
          ในการประชุมปรากฏว่ามีวาระการประชุมเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่ได้ส่งวาระให้กรรมการพิจารณาก่อนการประชุมเป็นจำนวนมาก อาทิ วาระการขอรับจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคม เพื่อให้บริการเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต และเลขหมาย Signalling Point Code (SPC) ของบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด วาระที่บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต จำกัด ขอสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง และใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบที่หนึ่ง และการพิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาตประกอบกิจการบริการ IoT (Internet of Things)
          ขณะที่วาระการประชุมที่บรรจุไว้เดิม มีบางประเด็นยืดเยื้อมาหลายปีก็เร่งให้ลงมติ ได้แก่ การขอให้มีมติยกเลิกให้ เอไอเอสและดีแทคพ้นการเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ 1 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป
          สืบเนื่องจากในปี 2556 สำนักงาน กสทช. ตรวจสอบพบว่า เอไอเอส และดีแทค คิดค่าโทร.เกินเพดานขั้นสูง 99 สตางค์ และเลขาธิการ กสทช.มีคำสั่งเมื่อ 29 มี.ค. 2556 กำหนดค่าปรับทางปกครองให้เอไอเอสจ่ายวันละ 186,669 บาท และดีแทค วันละ 157,947 บาท ซึ่งทั้ง 2 บริษัทอุทธรณ์ และอ้างว่าไม่ได้มีส่วนแบ่งการตลาดเข้าข่ายเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด แต่ 18 ก.ค. 2556 กทค. มีมติยืนตามคำสั่ง ปรับของเลขาธิการ กสทช.
          "ประกาศผู้มีอำนาจเหนือตลาดของ กสทช. กำหนดสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ไว้ที่ราว 25% แต่หลังประมูล 3G ทั้ง 3 ค่ายใหญ่ ได้ให้บริการ 3G และ 4G ภายใต้บริษัทในเครือทำให้มาร์เก็ตแชร์ของบริษัทแม่ลดลง ไม่เข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด ถ้าเข้าเกณฑ์จะต้องไม่กำหนดค่าบริการเกินเพดานขั้นสูง 99 สตางค์ แต่สำนักงาน กสทช. ตรวจสอบล่าช้า เมื่อเอกชนยกข้ออ้างเช่นนี้จึงไม่สามารถเรียกค่าปรับได้ แต่ก็ยังมีมติ กทค.ค้างไว้ สำนักงาน กสทช.จึงต้องเสนอให้บอร์ดลงมติเพิกถอน"
          เท่ากับว่า ต่อไปจะไม่มีใครมีอำนาจเหนือตลาดในการให้บริการมือถืออีก ดังนั้น ประกาศเพดานราคาขั้นสูง ค่าโทร.99 สตางค์/นาทีจะไม่มีผลใช้บังคับกับใครอีก เหลือแต่การกำกับราคาตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตตอนประมูล 3G ที่ให้ลดราคาลง 15% และไลเซนส์ 4G ที่ระบุว่าต้องลดราคาแต่ไม่ได้กำหนดว่า กี่เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากสำนักงาน กสทช.เชื่อว่า ใช้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดราคาได้ผลดีกว่า แต่เคยสำรวจพบว่า ราคาเฉลี่ยค่าบริการในตลาดแต่ละเดือนมีอัตราเพิ่มขึ้น
          ขณะที่การพิจารณาข้ออุทธรณ์ของบริษัททรูมูฟ เกี่ยวกับการคำนวณเงินรายได้ช่วงเยียวยาผู้บริโภคหลังสิ้นสุดสัมปทาน โดยบริษัทได้ปรับลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายซึ่งนำมาหักลบจากรายได้ลงทำให้มีรายได้เหลือนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 508.69 ล้านบาท จากเดิมแจ้งมาตลอดว่ารายได้ติดลบกว่า 11,304.81 ล้านบาท แต่เนื่องจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาตรวจสอบเพื่อหาข้อสรุปตัวเลขที่เอกชนต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินแล้ว กทค.จึงให้นำข้อมูลนี้ส่งต่อให้ สตง.ต่อไป และ กทค.มีมติเห็นชอบให้กำหนดการจัดสรรคลื่นย่าน 885-890/930-935 MHz สำหรับระบบคมนาคมขนส่งทางราง เพื่อรองรับระบบอาณัติสัญญาณ อาทิ ในโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาล