ค่ายเทคโนโลยีเอเชียงัดกลยุทธ์ล้ม"ซิลิคอนวัลเลย

กลุ่มผู้บริโภคที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่หลายร้อยล้านคน ต่างทำให้ บรรดาบริษัทเทคโนโลยีในเอเชียมีโอกาสประสบความสำเร็จเหนือบรรดาบริษัท จากซิลิคอนวัลเลย์ของสหรัฐในด้าน เทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีความสำคัญ
          ในการประชุม "ดี.ไลฟ์ เอเชีย" ในฮ่องกง ที่จัดโดยวอลล์ สตรีท เจอร์นัล เมื่อ วันศุกร์ (9 มิ.ย.) บรรดานักลงทุนและ บริษัทด้านเทคโนโลยีแถวหน้าของเอเชีย ซึ่งให้ความสำคัญเกี่ยวกับวิธีรวบรวมข้อมูลจากฐานผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนมากและกำลังเติบโต แนะให้เอเชียเร่งพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งจำเป็นต้องใช้แหล่งข้อมูลของผู้บริโภคปริมาณมหาศาลในการวิวัฒนาการ
          เอไอ เป็นศาสตร์ที่รวมเอาระบบ ผู้ช่วยดิจิทัลสั่งการด้วยเสียง รถยนต์ ไร้คนขับ และวิทยาการหุ่นยนต์เข้าด้วยกัน เป็นหนึ่งในเสน่ห์ ที่น่าดึงดูดใจของโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน แต่เฉพาะจำนวน ผู้ท่องเว็บไซต์ในเอเชียเทียบกับสหรัฐ และยุโรป ประกอบกับความรู้เชิงลึกของตลาด ท้องถิ่น ทำให้เกิดพลวัตที่กระแสตอบรับ ของผู้ใช้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญมากกว่าพลังด้านวิศวกรรม
          "เอไอ เป็นเหมือนพลังงานไฟฟ้าแบบใหม่  ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน ผมคิดว่า เอไอน่าจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมนั้นได้"  นายแอนดรูว์ อึ้ง ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและอดีตนักวิทยาศาสตร์เอไอเบอร์ 1 ของบริษัทกูเกิลในเครืออัลฟาเบตของสหรัฐและบริษัทไป่ตู้ อิงค์ ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตของจีน ให้ความเห็น
          ความเห็นของนายอึ้ง สอดคล้องกับวิทยาการคนอื่นๆที่พูดในงานดี.ไลฟ์ เอเชีย ซึ่งหัวข้อเอไอ ถูหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง แต่ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ร่วมงานก็พูดถึงเรื่องการทำธุรกิจในจีนเปลี่ยนไปอย่างไร ธุรกิจการชำระเงินผ่านมือถือที่มีการ แข่งขันดุเดือด และการรับอิทธิพลของ มือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไม่ เหมือนภูมิภาคใดในโลก โดยหนึ่งในหัวข้อเหล่านั้น ยังมีเรื่องการเติบโตในโลกเทคโนโลยีที่กำลังเฟื่องฟูอย่างรวดเร็วด้วย
          เมื่อมองถึงอนาคต ความสนใจส่วนมาก จะอยู่ที่การใช้ประโยชน์จากเอไอ สหรัฐมีข้อได้เปรียบชัดเจนจากคลื่นลูกแรกของแอพพลิเคชันสมาร์ทโฟนและซอฟต์แวร์ แต่บริการที่ใหม่กว่าอย่างแพลตฟอร์มการชำระเงินผ่านมือถือ การชอปปิงออนไลน์ หรือบริการส่งข้อความ มีแนวโน้มที่จะเฟื่องฟู อย่างรวดเร็วมากขึ้นในเอเชีย ในฐานะเป็นภูมิภาคที่มีข้อได้เปรียบจากจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต
          นางสาวคอนนี ชาน หุ้นส่วนของ บริษัทแอนเดรสเซน โฮโรวิตซ์ บริษัท ร่วมทุนจากซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งลงทุน ในบริษัทแอร์บีเอ็นบี อิงค์และเฟซบุ๊ค คาดการณ์ว่า จะเกิดกรณีที่ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตของจีน เช่น เทนเซนต์ โฮลดิงส์ มีอิทธิพลต่อบริษัทสหรัฐทั้งรายใหญ่ และสตาร์ทอัพ เช่นเดียวกับความพยายามลอกเลียนแบบ
          ทั้งนี้ นางสาวชานได้ยกตัวอย่าง ที่บริษัทแอ๊ปเปิ้ล อิงค์ เพิ่งเพิ่มบริการ ชำระเงินในบริการแชท "ไอเมสเซจ" ของตน ซึ่งเป็นการเดินตามรอยบริษัทเทนเซนต์
          "ดิฉันชอบสิ่งที่ตรงข้ามกับคำพูดที่ว่า จีนชอบลอกเลียนแบบเป็นอย่างมาก" นางสาวชานระบุ และว่า ทำให้เห็นว่าไม่ใช่หมายถึงแค่บริษัทจีนเลียนแบบสหรัฐ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงบริษัทสหรัฐ ก็เลียนแบบจีนได้เหมือนกัน
          ด้านนายอเลน โครเซียร์ ประธานบริษัทไมโครซอฟท์ คอร์ป สาขา จีนแผ่นดินใหญ่ กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทซึ่งเข้ามาทำธุรกิจในจีนหลาย สิบปีแล้ว กำลังร่วมมือกับบริษัทจีนหลายราย และเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป
          นายโครเซียร์ ยกตัวอย่างถึงระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 ที่สามารถปรับการใช้งานตามความต้องการของ ผู้ใช้ และผลิตขึ้นสำหรับรัฐบาลจีน ซึ่งประสบความสำเร็จได้ผ่านการร่วมทุนกับรัฐวิสาหกิจ "ซีอีทีซี" ของจีน
          "คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของตัวเอง" นายโครเซียร์กล่าวและว่า บางทีผมอาจแบ่งปันข้อมูลมากกว่าที่เคยทำมาก็ได้
          อย่างไรก็ตาม บทเรียนที่ได้รับการพิสูจน์ตามกาลเวลาในจีน สวนทาง กับตลาดที่ยังค่อนข้างใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังมีการ เติบโตอย่างรวดเร็วในจำนวนผู้ใช้งาน มือถือ
          ในอินโดนีเซีย ประเทศขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกด้วยจำนวนประชากรกว่า 250 ล้านคน บริษัทแกร็บแท็กซี่ โฮลดิงส์ ของสิงคโปร์ และบริษัท โก-เจ็ค ของอินโดนีเซีย ต่างได้รับ ความนิยมไปทั่วภูมิภาค ซึ่งนายแอนโทนี ตัน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแกร็บ กล่าวถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัท นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2555 ว่า ขณะนี้บริการของแกร็บครอบคลุมเมือง 55 แห่งทั่วสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และเมียนมา
          อย่างไรก็ตาม บริษัทโก-เจ็ค ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพเรียกรถมอเตอร์ไซค์ส่วนบุคคล ระบุว่า บริษัทรักษาตลาดบ้านเกิดตัวเองได้สำเร็จ โดยสามารถเอาชนะทั้งแกร็บและอูเบอร์ เทคโนโลยีส์ อิงค์จากสหรัฐ
          "ในแง่ของการแข่งขัน เรานำเป็นเบอร์ 1 มาโดยตลอด" นายนาเดียม มาคาริม ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโก-เจ็ค กล่าว
          ขณะที่บริษัทเจดี ดอท คอม อิงค์ ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่อันดับ 2 ของจีน รองจากบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิง มีแผนกระตุ้นการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันอกเฉียงใต้เช่นกัน โดยนายริชาร์ด หลิว หัวหน้าคณะ เจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บอกว่า ยักษ์ใหญ่ของจีนรายอื่นๆ จะช่วยเปิดทาง เข้าสู่ตลาดในย่านนี้
          "ผมเชื่อว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า แบรนด์จีนหลายเจ้าจะกลายเป็น แบรนด์ระดับโลก" นายหลิวระบุ โดยยกตัวอย่างถึงบริษัทฮาร์ดแวร์อย่างหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ และเสี่ยวหมี่ คอร์ป และว่า "เมื่อถึงเวลานั้น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนจะสามารถพาแบรนด์เหล่านี้ไปเจาะตลาดต่างประเทศ และชิงผู้บริโภคในยุโรปและสหรัฐมาได้"
          ด้านนางเจนนี ลี หุ้นส่วนผู้จัดการบริษัทจีจีวี แคปิตอล มองว่า ข้อได้เปรียบของบริษัท จีนไม่ได้มาจากฐานผู้ใช้งานที่มีจำนวนมหาศาล เท่านั้น แต่ภาคเทคโนโลยีเกิดใหม่ในจีน เช่น ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า วิทยาการ หุ่นยนต์ และเอไอ ต่างได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลและภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับล่าสุดของรัฐบาลจีน
          ส่วนชาวเกาหลีใต้ นิยมใช้แอพพลิเคชันแชทอย่าง "คาเคา" เป็นอย่างมาก ทำให้แอพพลิเคชันนี้ มีบทบาทสำคัญใน แทบทุกด้าน รวมทั้งการชำระเงินผ่านมือถือและบริการเรียกรถแท็กซี่
          นายริม จี-ฮุน ซีอีโอของบริษัท คาเคา ผู้พัฒนาแอพพลิเคชันส่งข้อความนี้ บอกว่า ปัจจุบัน บริษัทกำลังหันไป พัฒนาระบบเอไอที่สั่งการด้วยเสียง โดยจะมีการเปิดตัวลูกเล่นบางส่วน ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
          แพลตฟอร์มการชำระเงินผ่านมือถือ ชอปปิงออนไลน์ และบริการส่งข้อความ มีแนวโน้มจะเฟื่องฟูเร็วขึ้นในเอเชีย
          'ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน  เอไอก็พลิกโฉมอุตสาหกรรมนั้นได้'