ลุ้นบทสรุปคู่ค้า"ทีโอที-ดีแทค"เร่งเคลียร์ข้อก.ม.-ความสับสน

ความร่วมมือระหว่าง 'ดีแทค' และ 'ทีโอที' ที่จะเปิดให้บริการไร้สาย 4จี บนคลื่น 2300 ที่มีแถบคลื่นกว้างถึง 60 เมกะเฮิรตซ์ ถือเป็นแบนด์วิธบนคลื่นความถี่เดียว ที่กว้างที่สุดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย จะยกระดับประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบน 'โมบายบรอดแบนด์' ของผู้ใช้งานดิจิทัลไปอีกขั้นได้จริงตามที่ระบุหรือไม่
          ประเด็นความคลุมเครือแง่กฎหมาย และการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่จาก กสทช. ยังต้องรอลุ้น และรอดูความชัดเจน กันต่อไป เพราะถือว่า (ร่าง) สัญญาดังกล่าว ยังมีปัจจัยภายนอก ที่ดีแทคต้องผ่าน อีกหลายด่านก่อนจะได้ใช้คลื่น 2300 อย่างที่ตั้งใจ
          แจงประเด็น "การอนุญาต"
          นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการ อาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า จากกรณีที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกมาให้ความเห็นว่า การทำสัญญาเป็นคู่ค้าทางธุรกิจในการ ให้บริการคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่าง บมจ.ทีโอที และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ในเครือดีแทค จากสัญญา ดังกล่าวดีแทคจะไม่สามารถออกแพ็กเกจ รวมบริการด้านเสียง (วอยซ์) และข้อมูล (ดาต้า) เนื่องจากทีโอทีในฐานะผู้ถือครองคลื่นความถี่ย่านดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. จากกรณีดังกล่าวน่าจะเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบางประการ เนื่องจากตามขั้นตอนการขออนุญาตใช้งานคลื่นความถี่ ทางผู้ประกอบการจะขออนุญาตแบบเทคโนโลยี เนื่องจากเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ มีสิ่งใหม่เพิ่มเสมอ เช่น เทคโนโลยี แอลทีอี หรือ 4จี ที่สามารถนำมาใช้งานดาต้า เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย และ VoLTE ที่เพิ่มคุณภาพเสียงในการโทร ในแบบความคมชัดสูง (เอชดี) กรณีดังกล่าวจึงไม่น่ามีปัญหา แต่อย่างใด
          "สัปดาห์นี้ คณะอนุกรรมการ ของ กสทช.จะประชุมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ทางดีแทคเอง ก็เตรียมข้อมูลไปแล้วอย่างดี เชื่อว่าน่าจะครบถ้วนทุกประเด็น พร้อมกับชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับขั้นตอนของการ ทำสัญญาระหว่าง ทีโอที กับ ดีแทค และการส่งสัญญา ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา"
          นายนฤพนธ์ กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นที่ กสทช. กังวล คือ เรื่องโรมมิ่งว่าจะไม่เป็นตามม.46 ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2553 หรือพ.ร.บ.กสทช.นั้น ส่วนตัวมองว่า รูปแบบ การให้บริการของดีแทค เหมือนกับ เอ็มวีเอ็นโอรายอื่น ที่มีอยู่ในตลาดมากกว่า 10 โอเปอเรเตอร์ ดังนั้น จึงไม่น่าจะเป็นประเด็นอะไรที่น่ากังวล และจากการหารือกับทีโอที เชื่อว่าสัญญาจะสามารถลุล่วง ไปด้วยดี โดยผู้บริหารทีโอทีระบุว่า จะนำเอาร่างสัญญาให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที พิจารณาสิ้นเดือนนี้
          มั่นใจลงนามสัญญาปลายปี 60
          อย่างไรก็ดี สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ในการทำสัญญาคู่ค้าทางธุรกิจคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ ระหว่างดีแทคกับทีโอที ขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการเจรจาสัญญา ซึ่งจะหารือถึงรายละเอียดในเชิงลึกของประเด็นต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่ถกเถียงกันภายหลัง
          โดยเฉพาะการคิดค่าเช่าโครงข่ายที่บริษัท เทเลแอสเสท จำกัด เป็นคนดำเนินการ เช่น กรณีที่ดีแทคไม่สามารถใช้เสาสัญญาณได้ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ หรือการที่ ดีแทคมีการใช้งานคลื่นความถี่เกินจาก ที่ตกลงกันไว้ในเบื้องต้น กรณีต่างๆ จะมีการตกลงเรื่องเงินกันอย่างไร จากนั้นเมื่อการ หารือเสร็จสมบูรณ์ คาดจะสามารถนำเรื่องเสนอเข้าบอร์ด ทีโอทีในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้ จากนั้นจะส่งตัวสัญญาให้ กสทช. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) และสำนักงานอัยการสูงสุด ตามลำดับ เพื่อพิจารณาความถูกต้องครบถ้วนของสัญญา ทั้งนี้ดีแทคยังเชื่อมั่นว่าการลงนามในสัญญาจะสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2560
          เดินหมากตามโมเดล"บีเอฟเคที"
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นดังกล่าวทางฝั่งทีโอที และดีแทค ค่อนข้างมีความมั่นใจว่า จะลงนามในสัญญาได้ในไตรมาส 4 หรือ ราวเดือนต.ค.นี้ และเริ่มโรลเอ้าท์ให้บริการได้ต้นปี 2561 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ความตึงเครียดด้านการใช้คลื่นความถี่ ของดีแทคจะสิ้นสุดลง เพราะคลื่น 2300 มีขนาดแบนด์วิธมากถึง 60 เมกะเฮิรตซ์ สามารถใช้ได้จนถึงปี 2568 หรืออีก 7 ปีเต็ม ที่ดีแทคจะสิ้นสุดสัญญากับ บมจ.กสท โทรคมนาคม
          โดยโมเดลคู่ค้าทางธุรกิจนั้น ผู้บริหารของทีโอที ระบุเองว่า ใช้วิธีเดียวกับกรณีบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ กลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ทำการติดตั้งโครงข่าย โทรศัพท์มือถือในระบบ 3จีเอชเอสพีเอ บนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ให้บริษัท กสท โทรคมนาคม เช่า เพื่อนำความจุมาขาย ส่งบริการให้บริษัทเรียลมูฟขายต่อกับลูกค้า เนื่องจากเล็งเห็นว่า โมเดลดังกล่าวชี้ชัดแล้วว่า 'ไม่ผิดกฎหมาย' โดยทีโอทีจะดำเนินการ ในลักษณะการหาพันธมิตรช่วยขยายโครงการโมบายของตัวเอง
          ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. ตัวร่างสัญญาจะแล้วเสร็จ และน่าจะอยู่ระหว่างการส่งไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ตรวจสอบ โดยการสร้างสถานีฐานนั้น สรุปแล้วว่าดีแทคจะเป็นคนจัดหา หรือสร้าง สถานีฐานให้ใหม่จำนวน 20,000 แห่ง และ ให้ผลตอบแทนปีละ 4,510 ล้านบาท เป็นการ ทำสัญญาในรูปแบบการหาพันธมิตรลักษณะ เดียวกับบีเอฟเคทีทุกประการ
          "จากการหารือกับทีโอที เชื่อว่าสัญญาจะลุล่วง ไปด้วยดี ผู้บริหารทีโอที จะนำเอาร่างสัญญา ให้บอร์ดทีโอที พิจารณาสิ้นเดือนนี้'
          นฤพนธ์ รัตนสมาหาร
          ดีแทคยังเชื่อมั่นว่าการลงนามในสัญญาคู่ค้า ระหว่าง ดีแทค ทีโอที จะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2560
          ดีแทค