เปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้า"ฟินเทค"พันธมิตรการเงินแบงก์ไทย

ธนพงษ์ ณ ระนอง
          เปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้า'ฟินเทค'พันธมิตรการเงินแบงก์ไทย
          กระแสเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech-ฟินเทค) ที่เข้ามา ทำให้ผู้เล่นเดิมในตลาดอย่างธุรกิจธนาคารพาณิชย์ต้องมีการปรับกลยุทธ์องค์กรกันครั้งใหญ่ ทั้งโครงสร้างองค์กรและคนในองค์กร ตั้งแต่ระดับบริหารไปจนถึงระดับปฏิบัติการ และเห็นการสลับสับเปลี่ยนผู้บริหารทั้งหมุนเวียนภายในและภายนอกธนาคาร รวมทั้งผู้บริหารจากฝั่งธุรกิจเทคโนโลยีเข้ามานั่งในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มากขึ้น เพื่อสร้างความคล่องตัว แข็งแกร่ง และสร้างการเป็นผู้นำในตลาด ถือเป็นการทรานส์ฟอร์เมชั่นครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม
          รูปแบบธนาคารพาณิชย์ที่เห็นทุกวันนี้ จึงเปลี่ยนไปต่างกับเมื่อ 10-20 ปีก่อน และภาพในอนาคตเชื่อว่าจะต่างออกไปจากนี้อย่างสิ้นเชิง
          ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้พัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ควบคู่กับธุรกิจเดิม รวมถึงสร้างความร่วมมือในฐานะพันธมิตรธุรกิจพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยี (Tech Startup) และ FinTech เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมการให้บริการการเงินใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างศักยภาพในการแข่งขันของธนาคารในภาวะที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปรวดเร็ว นอกจากจัดตั้งบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด (KBTG) เมื่อกลางปี 2559 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานและบริการด้านไอที และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ช่วงปลายปียังได้จัดตั้งบริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจร่วมลงทุน มีนโยบายการลงทุน 2 รูปแบบ ได้แก่ การลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ทั้งสตาร์ตอัพไทยและต่างประเทศ และการลงทุนผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุน (Venture Capital Fund) ซึ่งได้ผู้บริหารมือดีด้านเทคโนโลยีมาเป็นผู้นำทัพ นั่นคือ ธนพงษ์ ณ ระนอง มานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการของบีคอนฯเป็นคนแรก
          ธนพงษ์ ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีกว่า 20 ปี พูดถึง FinTech ว่า เริ่มต้นมาจากต่างประเทศ และมีการพูดถึงเป็นอย่างมากในไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง FinTech จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นกับบริบทแต่ละประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงการการเงิน ในบางประเทศ FinTech อาจจะประสบความสำเร็จจนสามารถโค่นธนาคารพาณิชย์ได้ ส่วนของ FinTech ไทยต้องติดตามพัฒนาการว่าจะเป็นอย่างไร
          เมื่อ FinTech ก้าวเข้ามาทุกคนมองผลกระทบในส่วนของธนาคารพาณิชย์ว่าจะเกิดขึ้น แต่คุณธนพงษ์มองว่า FinTech มี 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่ง คือ จะเข้ามาสร้างผลกระทบ รุนแรง (Disrupt) ให้กับธนาคารพาณิชย์ เพราะเข้ามาปิดช่องว่างบริการทางการเงินที่ธนาคารพาณิชย์เข้าไม่ถึง หรือไม่ได้มีการทำตลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้น ทั้ง Peer To Peer Lending หรือการยืมเงินระหว่างบุคคลธรรมดา รวมทั้งการระดมทุนผ่าน CrowdFunding เป็นต้น แต่ FinTech กลุ่มนี้ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ต้องมีกฎเกณฑ์กำกับดูแลและต้องขออนุญาตเพื่อดำเนินการ ขณะนี้เชื่อว่ามีคนเริ่มดำเนินการแล้ว แต่คงต้องรอความชัดเจนทางกฎหมายก่อน
          ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง คือ FinTech ที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแล ซึ่งเป็นการพัฒนาด้านบริการทางการเงินให้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่ง FinTech นี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ ให้มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น และช่วยส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยที่ปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงบริการทางด้านการเงิน (Under Bank) สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถขยายตลาดและให้บริการได้มากขึ้น
          "ในฐานะที่อยู่ในภาคธนาคารพาณิชย์ เราเชื่อว่า FinTech จะมาช่วยสนับสนุนบริการของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งจะร่วมมือสนับสนุน FinTech เต็มที่ เป็นการสร้างพันธมิตรและสร้างการเติบโตไปด้วยกัน ส่วนที่มา disrupt (ทำลาย) ก็ไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง เพราะจะเข้ามาเสริมในตลาดที่ธนาคารไม่ได้โฟกัสอยู่แล้ว ทำให้ตลาดนั้นๆ เติบโตขึ้น และในอนาคตลูกค้าในตลาดนั้นจะเติบโตกลายมาเป็นลูกค้าของธนาคารได้" ธนพงษ์ระบุธนพงษ์กล่าวยอมรับว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระวัง เมื่อจะมี FinTech ใหม่ๆ ออกมาให้บริการในตลาด เพราะหากไม่มีการกำกับดูแลอาจจะมีผลกระทบต่อคนในวงกว้าง ซึ่งคนทุกคนอยากใช้บริการทางการเงินที่ดีขึ้นและถูกลง เพราะไม่อย่างนั้นช่วงที่ผ่านมาคงไม่เกิดเหตุการณ์กรณีแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเป็น Gray Market คนอยากได้ผลตอบแทนสูงแต่ไม่ได้ศึกษาว่าความเสี่ยงก็สูงไปด้วยเช่นกัน
          หากมีช่องโหว่ FinTech อาจจะอาศัยช่องโหว่เหล่านี้มานำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผลตอบแทนดีและจูงใจ ซึ่งอาจจะเกิดจากความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่หาก FinTech ให้บริการโดยขาดความระมัดระวังหรือไม่มีการทดสอบดีพอ จะมีคนที่ไม่ประสงค์ดีมาใช้ช่องโหว่เหล่านี้หาประโยชน์ส่วนตนเกิดผลเสียหายต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวมได้ ดังนั้น ผู้กำกับดูแลทั่วโลก รวมทั้งไทย อย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงได้มีการจัดทำ Sandbox เพื่อให้ FinTech เข้ามาทดสอบให้บริการกับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ FinTech และผู้กำกับดูแลจะช่วยกันพิจารณาว่าเมื่อมีการนำบริการนี้ออกมาให้บริการจะมีผลอย่างไร ถ้ามีคนไม่หวังดีมาทำอะไรที่ไม่ถูกต้องผลกระทบจะเป็นอย่างไร และหากเกิดขึ้นแล้วจะดูแลป้องกันอย่างไร ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนที่จะมีการนำบริการ FinTech ออกไปให้บริการ
          ในส่วนของธนาคารกสิกรไทย มีบริการ FinTech ที่เข้าไปทดสอบอยู่และได้รับอนุญาต คือ การนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block Chain) มาใช้ในการรับรองเอกสารหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น หลังจากนี้จะยังมีการทดสอบใน Sandbox เพื่อที่จะทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ต่อยอดจาก Block Chain เพื่อใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อไป
          ธนพงษ์กล่าวอีกว่า รูปแบบ FinTech ในไทย ไอเดียการพัฒนาคล้ายกับต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่กว่า 80% ของจำนวน FinTech ไทยทั้งหมด ยังต้องการเงินสนับสนุนเพื่อพัฒนาไอเดียธุรกิจ หรือ seek money ส่วนกลุ่มที่ต่อยอดจาก ไอเดียมาเป็นธุรกิจ หรือ serie A มีสัดส่วนราว 15% และ serie B-C สัดส่วนเพียง 5% ต้องการเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ อย่างที่ประสบความสำเร็จ คือ Wongnai และ Ookbee
          การเข้าไปสนับสนุนของธนาคารพาณิชย์ใน FinTech ที่มีศักยภาพในการนำมาต่อยอดธุรกิจ จะทำผ่านธุรกิจร่วมลงทุน หรือ Venture Capital ซึ่ง 4 ธนาคารหลัก ทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ รวมทั้งธนาคารกสิกรไทย มีช่องทางนี้ ซึ่งก็คือ บีคอน เวนเจอร์ จะลงทุน FinTech โดยความคืบหน้าการดำเนินงาน ขณะนี้ได้เข้าไปลงทุนถือหุ้นหลักหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ในกองทุน Diamond Asia ซึ่งเข้าไปถือหุ้นแล้ว
          ล่าสุด บีคอน เวนเจอร์ ได้บรรลุข้อตกลงเพื่อที่จะลงทุนใน Flow account ซึ่งเป็น FinTech ที่พัฒนาระบบบัญชีออนไลน์ ให้บริการเป็นรายเดือน โดยฐานข้อมูลอยู่บนคลาวด์ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จะถือเป็นการลงทุน FinTech ดีลแรกของประเทศไทยในปี 2560 นี้ นโยบายในการลงทุนของบีคอน เวนเจอร์ จะเข้าไปถือหุ้นส่วนน้อย เพื่อให้นำเงินลงทุนไปต่อยอดธุรกิจโดยจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร และไม่ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ปล่อยให้ FinTech ดำเนินอย่างอิสระ
          สำหรับแผนในปีนี้จะลงทุนโดยตรงในฟินเทค สตาร์ตอัพ ประมาณ 35 แห่ง และลงทุนผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุนประมาณ 23 แห่ง และเชื่อว่าภาพอุตสาหกรรมการเงินไทยหลังจากนี้จะมีเทคโนโลยีและบริการใหม่ๆ ออกมาให้เห็นแน่นอน
          ทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองจากธนาคารกสิกรไทย หากไม่จุใจ ยังอยากฟังมุมมองของธนาคารอื่น ทั้งธนาคารกรุงเทพ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สามารถติดตามได้ในงานสัมมนาพิเศษ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ 40 ปีหนังสือพิมพ์มติชน หัวข้อ "FINTECH : นวัตกรรมการเงินเรื่องใกล้ตัวที่ต้องรู้" ในวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
          ในงานยังได้รับฟังมุมมองภาครัฐจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
          จะเป็นอย่างไรต้องติดตาม ถ้าไม่อยากตกขบวนรถไฟสาย FinTech!--จบ--