รัฐเร่งผลักดันเมืองอัจฉริยะ ผนึกเอกชนร่วมขับเคลื่อน

เรื่อง | ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
          การพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อให้เกิด ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศ ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เห็นได้จากโครงการ สมาร์ทซิตี้ที่ จ.ภูเก็ต
          ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า กล่าวว่า หลังจากเดินหน้าสมาร์ทซิตี้ ที่ภูเก็ตเพื่อให้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีไปได้กว่า 50% แล้ว ดีป้ากำลังเดินหน้าอีก 2 เมืองหลัก คือ เชียงใหม่และขอนแก่น เพื่อสานต่อความเป็นสมาร์ทซิตี้ตามนโยบายของรัฐ
          "ที่เชียงใหม่ในช่วงแรกนั้นจะใช้งบ ดำเนินงานที่ 10 ล้านบาท ในการดำเนินงาน และวางแผนโดยมุ่งเน้นเรื่องของท่องเที่ยว และเกษตรกรรมเป็นเรื่องหลัก โซนนิ่ง ที่มองไว้คือนิมมานเหมินทร์ เพราะเป็นแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยจะเพิ่มเรื่องความปลอดภัยเข้าไปเสริม" ณัฐพล กล่าว
          ในส่วนของ จ.ขอนแก่น นั้นยังไม่มีความชัดเจน เพราะทางดีป้าเพิ่งเริ่มเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อวางแผนวางแพลตฟอร์มและโรดแมปที่เหมาะสมร่วมกัน โดยอ้างอิงจากภูเก็ตเป็นต้นแบบ
          นอกจากนี้ ดีป้ายังส่งเสริมการใช้ ไอโอที ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น และ บิ๊กดาต้า เข้ามาประมวลผลและวิเคราะห์เพื่อให้เกิดการทำงานที่คุ้มค่ามหาศาล ซึ่งปัญหาที่ดีป้าต้องเร่งค้นหานอกจากเรื่องของการวางแผนให้คนในพื้นที่ใช้งานเทคโนโลยีก็คือเรื่องของแรงงานและการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาสินค้าและบริการจากคลังข้อมูลกลาง (บิ๊ก ดาต้า) จากฐานข้อมูลในแต่ละท้องถิ่น
          การส่งเสริมสตาร์ทอัพในท้องที่โดยส่งเสริมให้เข้าถึงข้อมูลส่วนกลางและดึง มาใช้พัฒนาอย่างเหมาะสม จะก่อให้เกิดแอพพลิเคชั่นที่เหมาะสมและธุรกิจใหม่ๆ ไปจนถึงวางแผนเรื่องแรงงานต่างชาติที่มีโอกาสเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น
          "เรากำลังดูมาตรการในเรื่องแรงงานต่างชาติของมาเลเซียและสิงคโปร์มาเปรียบเทียบว่าจะทำอย่างไรให้ดึงดูดการ เข้ามาทำงานในไทย รวมทั้งการดึงแรงงานที่มีฝีมือจากต่างประเทศเข้ามา อาจจะเป็นในเรื่องของภาษีและความเป็นอยู่ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชาวต่างชาติต้องการเป็นอันดับแรกๆ ซึ่งจะสรุปผลได้ ภายในเดือนนี้" ณัฐพล กล่าว
          ทางด้าน พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ทางกระทรวงได้พูดคุยกับบริษัทเอกชนหลายรายอย่างเช่น หัวเว่ย ก็มองหาความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรเพื่อให้เกิดแรงงานด้านดิจิทัล (ดิจิทัลเวิร์กฟอร์ซ) เพียงพอกับความต้องการในตลาด ตั้งเป้า ไว้ 5 แสนคน ภายใน 5 ปี
          จากการสนับสนุนในเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐาน ทำให้ในอนาคตจะเกิดการสร้างงานดิจิทัลภายในชุมชนมากกว่า 7 หมื่นตำแหน่งและหลายด้านซึ่งส่วนนี้ต้องขอให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย หากมีตำแหน่งงานที่รองรับจะช่วยให้คนรุ่นใหม่มีอาชีพที่แน่นอนและเมื่อมีการผลักดันเป็นอาชีพเฉพาะทางจะช่วยให้เดินหน้าส่งออกคนกลุ่มนี้สู่ระดับสากลต่อไป
          ทั้งนี้ การผลักดันของภาครัฐจะมีหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นการรับผู้เชี่ยวชาญ จากต่างประเทศเข้ามาเสริมในหลายสาขา อาชีพที่ยังขาด ซึ่งส่วนนี้ก็จะมีการเอื้อ ประโยชน์ด้านวีซ่าหรือภาษีเพื่อช่วยให้ค นกลุ่มนี้เข้ามาตั้งบริษัทหรือทำงานในไทย มากขึ้น ซึ่งทางภาครัฐได้พูดคุยกับเอกชน หลายราย ทั้งระดับเล็กและใหญ่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างทั้งสองส่วน
          ทั้งนี้ การเร่งผลักดันสมาร์ทซิตี้อาจดูเหมือนค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้องอาศัยการวางแผนในหลายภาคส่วน โครงการต่างๆ ที่ภาครัฐให้การสนับสนุน เริ่มทำให้มองเห็นทิศทางของโอกาสของธุรกิจ ใหม่และการว่าจ้างแรงงานมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยยังขาดคือ คนในสายงานไอทีที่มองไปทางไหนก็หาได้ ไม่เพียงพอเสียที