COM7แย้มงบQ2แจ่ม! รุกโลตัส-มหาวิทยาลัย

COM7 รุกเข้าเทสโก้ โลตัส-มหาวิทยาลัย ฟุ้งช่องทางออนไลน์โต 100% ดันผลงานQ2แจ่ม! มั่นใจรายได้ปีนี้พุ่ง 10% คาดสิ้นปีครบ 500 สาขา ส่วนกรณีแอปเปิ้ลจะมาเปิดช็อปในไทย เชื่อช่วยกระตุ้นตลาด โบรกฯเชียร์ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 14.50 บาท
          นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้เริ่มเข้าไปบริหารจัดการโซนไอที (IT) ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จำนวนรวม 28 สาขา หากผลตอบรับดีจะมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีจำนวน 50 สาขาในปีนี้
          อีกทั้งเมื่อเดือน พ.ค. ได้มีการขยายช่องทางจำหน่าย โดยไปตั้งช็อปในมหาวิทยาลัย เช่น จุฬากรณ์มหาวิทยาลัย, ม.หอการค้าไทย และม.รังสิต เป็นต้น รวมแล้วประมาณ 6 สาขา รวมถึงยังอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายแห่ง เพื่อให้บริษัทมีช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย ไม่ต้องไปยึดติดที่รีเทลอย่างเดียว
          ขณะเดียวกันหลังการที่ปรับเปลี่ยนระบบเสร็จสมบูรณ์ในช่วงเดือน พ.ค. ทำให้ช่องทางออนไลน์ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตประมาณ 100% คาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังเติบโตเป็นอย่างมาก ส่วนการเข้าบริหารร้าน TRUE Shop มีทิศทางดีขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมี 65 สาขา คาดว่าครึ่งปีแรกจะมีสาขารวม 80 สาขา และทั้งปีน่าจะมีสาขาเกือบ 100 สาขาได้ จากปีก่อนที่มีจำนวน 45 สาขา
          สำหรับแนวโน้มผลงานไตรมาส 2/60 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสินค้าใหม่ที่ออกมากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง การทำการตลาดและออกโปรโมชั่นร่วมกับ TRUE ได้รับการตอบรับที่ดี อย่างไรก็ตาม ปีนี้ บริษัทมั่นใจจะมีรายได้เติบโตได้ตามเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 17,211.6 ล้านบาท อีกทั้งอยู่ระหว่างศึกษาการต่อยอดธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติม
          โดย ณ สิ้นไตรมาสแรก COM7 มีสาขารวมกันแล้ว 390 สาขา ได้แก่ BANANA 161 สาขา, Studio 7 จำนวน 92 สาขา, Samsung 10 สาขา, iCare 21 สาขา, BKK 44 สาขา  และ TRUE  62 สาขา ตั้งเป้าจะขยายสาขาภายใต้แบรนด์ของบริษัทและแบรนด์ช็อปพันธมิตรเพิ่มเติมอีก จึงคาดว่าสิ้นปี 2560 COM7 จะมีสาขารวมกันทั้งสิ้น 500 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ 23% และสาขาในต่างจังหวัด 77%
          จากกระแสข่าวที่บริษัท แอปเปิ้ล จะมาเปิดให้บริการแฟล็กชิป สโตร์ ในประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าแอปเปิ้ล (Apple) ให้ความสนใจตลาดในประเทศไทย จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี และหากเข้ามาจริงจะสนับสนุนตลาดสินค้าแบรนด์แอปเปิ้ลในประเทศให้คึกคักขึ้นตามไปด้วย จากการทุ่มงบการตลาด กระตุ้นยอดขาย การสร้างแบรนด์แอปเปิ้ลให้แข็งแกร่ง ในสถานที่ย่านการค้าใจกลางเมืองให้เป็นอีกแลนด์มาร์คทางด้านเทคโนโลยีของคนกรุงเทพฯ
          ทั้งนี้ การที่แอปเปิ้ลจะมาเปิดแฟล็กชิป สโตร์ ในประเทศไทย จะไม่กระทบต่อบริษัทในฐานะตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลที่มีจำนวนสาขาและยอดขายมากที่สุดในประเทศไทย แต่จะได้รับอานิสงส์จากการทำการตลาดในครั้งนี้ไปด้วย เพราะสาขาของ COM7 ที่อยู่ย่านใจกลางเมืองมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่รอบเมืองและต่างจังหวัดทั่วประเทศ จึงสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและทุกพื้นที่ โดยมองว่าพฤติกรรมลูกค้าในการเลือกซื้อสินค้าและบริการจะเลือกในทำเลที่ใกล้ และสะดวกอยู่แล้ว
          โดยช่วงที่ผ่านมา COM7 ยังได้รับความไว้วางใจในการแต่งตั้งเป็น Apple Authorized Service Provider กับบริษัท Apple South Asia (Thailand) Ltd. เพื่อเปิดศูนย์ซ่อมและการให้บริการสินค้าแอปเปิ้ลภายใต้ชื่อ iCare เพื่อให้บริการซ่อมแซมสินค้าแบรนด์แอปเปิ้ลทั้งที่อยู่ในประกันและนอกประกัน สร้างความมั่นใจให้ลูกค้า และเสริมการให้บริการของแอปเปิ้ลซึ่งยังมีศูนย์บริการน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการ
          ขณะที่ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวต่างประเทศ เปิดเผยว่า ล่าสุดแอปเปิ้ลได้เปิดให้บริการแฟล็กชิป สโตร์ แห่งแรกอย่างเป็นทางการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 60 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันแอปเปิ้ลมีแฟล็กชิป สโตร์ หรือ แอปเปิ้ล สโตร์ อยู่ 496 สาขา ใน 21 ประเทศ โดยมากกว่าครึ่งตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ “ซื้อ” COM7 ราคาเป้าหมาย 14.50 บาทต่อหุ้นโดยคาดราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ ตามกำไรทางปัจจัยพื้นฐาน หลังจากที่ราคาหุ้นลงสะท้อนกระแสข่าวลบไปแล้ว ทั้งมองกรณี Apple Store เข้ามาเปิด flagship store จะเป็นโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มยอดขายของ COM7
          ส่วนการบริหารร้าน TRUE Shop ปัจจุบัน COM7 บริหารประมาณ 60 สาขา ยังมีการปรับโครงสร้างด้านต้นทุน ซึ่งมีโอกาสที่จะประหยัดไปได้ปีละประมาณ 50-70 ล้านบาท จะเป็นกำไรบวกเพิ่มเข้ามาทันที และกำลังจะเพิ่มมากขึ้นจากการนำอุปกรณ์อื่นๆ เข้าไปขาย และการมุ่งตลาดสมาร์ทโฟน (smartphone) และกล้อง เพื่อเพิ่มยอดขายต่อตารางเมตรในร้านค้าเดิม
          รวมทั้งการบริหารพื้นที่ IT ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ปิดความเสี่ยงด้านล่าง เพราะไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องตกแต่งร้าน ไม่มีค่าเช่าคงที่ (จ่ายเป็นส่วนแบ่งรายได้) เป็นกลยุทธ์เพิ่มช่องทางจำหน่ายไปยังตลาด mass ซึ่งสอดคล้องกับการทำแบรนด์ HUAWEI, OPPO  และVIVO  ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ โดยเริ่มต้นที่ 28 สาขา ก่อนจะขยายเพิ่มเป็น 50 สาขาภายในสิ้นปี