เปิดแนวทางกำกับ OTT "กสทช." เร่งเต็มสูบ ส.ค.ออกกฎคุม

งวดเข้ามาทุกทีกับนโยบายการกำกับดูแลบริการที่เรียกว่า "OTT" (Over The Top) หรือการแพร่ภาพ และเสียงผ่านโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายวิทยุ-โทรทัศน์แบบเดิม ที่ "กสทช." คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประกาศชัดจะต้องเร่งดำเนินการ แม้ ต.ค.นี้ บอร์ดชุดปัจจุบันจะหมดวาระ โดยมี "พ.อ.นที ศุกลรัตน์" รองประธาน กสทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) รับผิดชอบเป็นแม่งาน
          โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เปิด 3 เวทีเพื่อชี้แจงสภาพตลาดบริการ OTT และเปิดรับฟังความเห็นจากทั้งสื่อมวลชน, นักวิชาการสื่อสารมวลชน และผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล
          "พ.อ.นที" เปิดเผยว่า ฝั่งนักวิชาการเห็นด้วยเต็มที่ที่ต้องกำกับดูแล ขณะที่ช่องทีวีดิจิทัล เสนอว่าต้องกำกับอย่าง เท่าเทียมทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่ รวมถึง ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย และภายใน มิ.ย.นี้ กสทช.เตรียมเรียกผู้ประกอบการ OTT ทั้งของไทยและต่างประเทศมาหารือ
          และแม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปว่าจะกำกับดูแลด้วยวิธีไหน แต่เมื่อย้อนดูการทำงาน "กสทช." ที่จ้างบริษัทที่ปรึกษาทำรายงานแนวทางการกำกับดูแล OTT มาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีการส่งรายงานฉบับสมบูรณ์เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นปุ๊บปั๊บ ซึ่งรายงานฉบับ ดังกล่าวมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
          "ลงทะเบียน" ก่อนขอ "ไลเซนส์"
          รายงานของที่ปรึกษาได้เปรียบเทียบการกำกับดูแล OTT ในหลายประเทศ มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1.การกำกับดูแลด้านใบอนุญาต แบ่งการบังคับใช้เป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก ที่มีผู้ให้บริการ OTT TV เริ่มเกิดขึ้น เสนอให้จัดระบบ "ลงทะเบียน" การให้บริการ OTT TV กับสำนักงาน กสทช. เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูล ติดตามการ เติบโตและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากผู้ให้บริการ OTT โดยไม่สร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ ตลาดในช่วงเริ่มต้น และช่วงที่ 2 เมื่อตลาด เริ่มแข่งขันและส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการบรอดแคสต์อื่น ให้สำนักงาน กสทช. จัดเข้าสู่ ระบบใบอนุญาตเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางด้านภาระทางกฎหมายระหว่างผู้ให้บริการบรอดแคสต์ทุกระบบ
          2.การกำกับด้านเนื้อหา ให้รัฐบาลส่งเสริมคอนเทนต์ที่ดีให้มีต้นทุนที่ต่ำตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของตลาด และเมื่อมีผู้ให้บริการมากขึ้น และเริ่มแข่งกันด้วยเนื้อหารายการเพื่อแย่งฐานคนดู เสนอให้การจัดระบบเรตติ้งจำเป็นเพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกชม และกำหนดสัดส่วนของเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ผลิตในประเทศ ทั้งอาจกำกับเพิ่มเพื่อคุ้มครองเด็กเยาวชนจากเนื้อหาไม่เหมาะสมและคุ้มครองสิทธิของผู้พิการด้วยคำบรรยายแทนเสียงและเสียงบรรยายภาพ
          3.การกำกับด้านความเป็นกลางของโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Net Neutrality) ที่จะเปิดให้ผู้ให้บริการทุกรายมีโอกาสได้ใช้อย่างเท่าเทียม เสนอว่าควรบังคับเมื่อเกิดข้อพิพาทว่า มีการกีดกันสัญญาณหรือลดคุณภาพการให้บริการ OTT บางราย อย่างไม่เป็นธรรม
          ขณะเดียวกัน บริษัทที่ปรึกษาได้เสนอแนะให้ กสทช. หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางความร่วมมือ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา, กรมสรรพากร และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เนื่องจากมีบางประเด็นที่ กสทช. ไม่ได้มีอำนาจในการควบคุมและดำเนินการ อาทิ ปัญหาลิขสิทธิ์ที่ผู้ให้บริการกังวล การเรียกเก็บภาษีจากผู้ให้บริการจาก ต่างประเทศ
          เปิดบทเรียนต่างประเทศ
          ในรายงานของบริษัทที่ปรึกษาได้ยกตัวอย่างการกำกับ OTT ของหลายประเทศ โดยระบุว่าสหรัฐอเมริกา Federal Communications Commission (FCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม และบรอดแคสต์ระดับชาติ จัดให้บริการ OTT อยู่ในประเภท Online Video Distributor (OVD) และที่ผ่านมามีการกำกับเพียงเล็กน้อย เน้นเรื่องลิขสิทธิ์ของเนื้อหา ซึ่งเป็นกฎทั่วไปของทุกบริการบรอดแคสต์ ส่วนการควบคุมเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะพิจารณาคำร้องเป็นรายกรณี เพราะมีกฎหมายห้าม FCC เซ็นเซอร์เนื้อหา หรือออกกฎที่อาจขัดกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
          ทั้งมีการกำกับ Net Neutrality ห้ามไม่ให้เจ้าของโครงข่ายขัดขวาง หรือกระทำการที่ลดคุณภาพการรับส่งดาต้า หรือเลือกปฏิบัติในการเข้าถึงเนื้อหา แอปพลิเคชั่น และบริการที่ถูกกฎหมาย รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์ที่ไม่เป็นภัยต่อโครงข่ายด้วย
          Ofcom ฝ่าฝืนปรับ 5% รายได้
          ด้านสหราชอาณาจักร มี The Office of Communications หรือ Ofcom เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมและบรอดแคสต์ จัด OTT เป็นผู้ให้บริการประเภท On-Demand Program Services (ODPS) และร่วมกับ Advertising Standard Authority (ASA) กำกับการโฆษณาบนแพลตฟอร์ม แต่อำนาจ Ofcom ครอบคลุมเฉพาะผู้ให้บริการ ODPS ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) และหรือมีสำนักงานที่ทำหน้าที่ในการตัดสินใจทางธุรกิจอยู่ใน EU
          "Ofcom" กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องแจ้งข้อมูล (Notification) ก่อนเริ่มต้นและหยุดให้บริการ รวมถึงเมื่อต้องการปรับเปลี่ยนการให้บริการ และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี เก็บเนื้อหาไว้ 42 วัน หลังจากถอดคอนเทนต์ออกจากแพลตฟอร์ม การเปิดเผย ข้อมูลของบริการของตนต่อผู้ใช้บริการ  และ ยังต้องร่วมมือกับ Ofcom อย่างเต็มที่
          และมี Net Neutrality คล้ายกับสหรัฐ ทั้งห้ามไม่ให้บริการเนื้อหาเชิงยั่วยุก่อให้เกิดความเกลียดชัง เนื้อหารุนแรง อาทิ มาตรการคุ้มครองเด็กและผู้เยาว์ ทำให้รับสปอนเซอร์จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ กรณีที่ฝ่าฝืนระเบียบจะมีโทษปรับเป็น 5% ของรายได้ของผู้ให้บริการ
          เกาหลีห้ามหุ้นต่างชาติเกิน 49%
          ฟากเกาหลีใต้ มีการกำกับดูแล OTT มากพอสมควร โดย Korea Communications Commission (KCC) และ Minister of Science, ICT and Future Planning (MSIP) เป็นผู้กำกับหลัก โดยเน้นส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ให้บริการ OTT กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต การคุ้มครองสิทธิ์ผู้บริโภค ควบคุมเนื้อหาที่ออกอากาศได้ รวมถึงการขอใบอนุญาตทำธุรกิจ OTT
          โดยมีกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหรือคอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตต้องได้รับการอนุญาตการประกอบกิจการและรายงาน เนื้อหากับ MSIP ทั้งจำกัดเพดานการลงทุน จากต่างประเทศไม่เกิน 49% ของทุน รวมถึงกำหนดส่วนแบ่งการตลาดของผู้ให้ บริการ OTT ไม่ให้เกิน 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกบริการแพร่ภาพ และเสียง รวมถึงเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมด้วย
          ทั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสถานะการให้บริการ สภาพการแข่งขันในตลาด และคณะกรรมการรวบรวมปัญหาร้องเรียนของผู้ใช้บริการเพื่อพัฒนาบริการบรอดแคสต์
          ด้านเนื้อหาจะกำกับเหมือนกับสื่ออื่น โดยห้ามเนื้อหารุนแรง ต้องมีระบบเรตติ้ง โดยคอนเทนต์สำหรับผู้ชมอายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องพิสูจน์อายุของผู้ชมก่อนด้วย
          "สิงคโปร์" เข้มสุดกำกับ 4 ด้าน
          ขณะที่ "สิงคโปร์" เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่กำกับ OTT จริงจังแล้ว โดยให้ความสำคัญใน 4 เรื่องคือ การให้ใบอนุญาต, การคุ้มครองผู้บริโภค, การพิจารณา เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ และการกำกับโฆษณา ซึ่งมีผู้รับผิดชอบกำกับดูแลต่างกัน และมีอำนาจบังคับใช้กับผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศที่ให้บริการภายในอาณาเขตสิงคโปร์ โดย OTT TV เป็นให้บริการเนื้อหาเพื่อการค้าผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตจึงต้องได้รับใบอนุญาตทำธุรกิจ
          จำแนกรูปแบบไลเซนส์ไว้ 2 ประเภทคือ Niche TV License สำหรับผู้ให้บริการที่มีผู้ชมต่ำกว่า 1 แสนคนต่อช่องรายการหรือต่ำกว่า 2.5 แสนต่อวันต่อการให้บริการทั้งหมด และ Nationwide TV License กรณีที่มีผู้ชมมากกว่าประเภทแรก ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการ OTT จะอยู่ในกลุ่มนี้
          ทั้งมี Internet Code of Practice ที่จะระบุเนื้อหาที่ออกอากาศได้ คล้ายกับประเทศอื่นคือ ต้องไม่มีการออกอากาศภาพลามกอนาจาร การมีเพศสัมพันธ์กับ ผู้เยาว์หรือด้วยความไม่ยินยอม ความรุนแรง การก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อเชื้อชาติศาสนา ทั้งต้องมีการจัดเรตติ้งเนื้อหา และเรื่องลิขสิทธิ์ การโฆษณาที่มีเนื้อหาไม่เป็นจริง
          อย่างไรก็ตาม ในรายงานนี้แทบไม่ได้กล่าวถึงผลของการฝ่าฝืนมาตรการการกำกับดูแล OTT ของแต่ละประเทศแต่อย่างใด
          ขณะที่ "พ.อ.นที" ย้ำว่า กิจการบรอดแคสต์ ไม่มีโมเดลของประเทศใดสามารถก๊อบปี้ไปใช้กับอีกประเทศได้แบบ 100% แต่ก็มั่นใจว่า ไม่เกินเดือน ส.ค.นี้จะคลอดกลไก การกำกับบริการ OTT ที่เหมาะสมกับประเทศไทยออกมาให้ได้ และมั่นใจด้วยว่า กสทช. มีอำนาจที่จะเอื้อมไปกำกับ ดูแล OTT ทั้งสัญชาติไทยและต่างประเทศแน่นอน