"ดีอี"โยกงบฯ "เคเบิลใต้น้ำ"สร้าง SJC ดันไทยขึ้นฮับอาเซียน

ตั้งแต่ ม.ค. 2559 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 20,000 ล้านบาทสำหรับโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศ โดยแยกเป็น 15,000 ล้านบาทสำหรับการขยาย โครงข่ายบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศหรือ "เน็ตประชารัฐ" ที่ บมจ.ทีโอทีเริ่มดำเนินการไปแล้ว กับอีก 5,000 ล้านบาทสำหรับการลงทุนขยายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ที่มอบหมายให้ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) รับผิดชอบ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ดำเนินการ จนต้องยื่นขอขยายเวลาใช้ งบประมาณก่อนจะถูกดึงเงินกลับ
          ล่าสุด "พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะโยกงบฯขยายเคเบิลใต้น้ำ 5,000 ล้านบาทที่รัฐบาลอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ ให้ บมจ.ทีโอทีนำไปลงทุนสร้างเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ เส้นทาง SJC Branch ซึ่งเป็นโครงการลงทุนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติให้ทีโอทีดำเนินการตั้งแต่ 13 ส.ค. 2557 แต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการเนื่องจากทีโอทีไม่มีงบประมาณในการลงทุน
          "มีความเป็นไปได้ในการโยกงบประมาณ จากที่ให้แคทดำเนินการ ไปให้ทีโอทีลงทุนเส้น SJC แทน แต่ต้องศึกษาวัตถุประสงค์ของสิ่งที่จะทำให้ชัดเจนว่า ประเทศจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง"
          โดยจะเชิญผู้บริหารของทั้ง 2 บริษัทมาหารือเพื่อหาแนวทางการลงทุนขยาย โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางเกตเวย์ของอาเซียนได้
          ล่าสุด บมจ.ทีโอทีได้เตรียมเปิดให้บริการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเส้นทาง AAE-1 (Asia-Africa-Europe 1) ในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศของไทยให้ดีขึ้น ซึ่งเส้นทาง AAE-1 เป็นโครงการที่ คสช.อนุมัติให้ทีโอทีดำเนินการพร้อมกับเส้นทาง SJC Branch โดยใช้ งบประมาณลงทุน 1,400 ล้านบาท ระยะทาง 25,000 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างเอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป โดยมีจุดเด่นคือ สามารถย่นระยะเวลาในการส่งข้อมูลได้มากกว่า 30% และช่วยลดต้นทุนแบนด์วิดท์ในระยะยาวของประเทศได้มากกว่า 60% จึงทำให้ค่าบริการปลายทาง ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายมีราคาถูกลง ทั้งยังพร้อมรองรับปริมาณทราฟฟิกได้จนถึง ปี 2564 ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 65% จากปัจจุบัน ขณะที่การคืนทุนโครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลา 4 ปี
          ขณะที่สำหรับโครงการเคเบิลใต้น้ำ เส้นทาง SJC Branch ได้วางกรอบการลงทุนไว้ที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยเป็นผู้ลงทุนประเทศเดียว เพื่อวางเคเบิลจากจังหวัดสงขลา ลากไปเชื่อมต่อกับระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเส้นทางเคเบิลใต้น้ำ Southeast Asia-Japan Cable (SJC) ซึ่งจะทำให้ทราฟฟิกวิ่งตัดตรงจากไทยเชื่อมไปบรูไน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ได้โดยไม่ต้องวิ่งผ่านไปทางมาเลเซียและสิงคโปร์ก่อน
          "พันธุ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์" ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงดีอี ซึ่งดูแลโครงการลงทุนขยายเคเบิลใต้น้ำภายใต้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เหตุที่การเดินหน้าโครงการล่าช้าเนื่องจากเป้าหมายของโครงการคือต้องการลดต้นทุนแบนด์วิดท์การเชื่อมต่อระหว่างประเทศให้ถูกลง พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพให้รองรับปริมาณทราฟฟิกการใช้งานในประเทศที่มากขึ้น ดังนั้น การลงทุนเพื่อสร้างเคเบิลใต้น้ำเส้นทางใหม่จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด มากกว่าการเข้าไปร่วมลงทุนในโครงการวางเคเบิลใต้น้ำในเส้นทางที่หลายประเทศได้ตกลงลงทุนร่วมกันไปก่อนหน้า และมีการกำหนดต้นทุนทุกอย่างไว้ชัดเจนแล้ว ขณะเดียวกันก็มีการถกเถียงเรื่องระเบียบการใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐด้วย
          "เส้นทางเคเบิลใต้น้ำที่ต้องการลงทุนวางใหม่คือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างไทยไปฮ่องกง เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ไทยกลายเป็นฮับสำคัญของอาเซียนได้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีความพยายามในการหาพาร์ตเนอร์เข้าร่วมลงทุนวางเคเบิลเส้นทางใหม่นี้ โดยตั้งเป้าเจรจาหาพาร์ตเนอร์เข้าร่วมทุนให้น้อยราย ที่สุด เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองได้มาก มุ่งเจรจากับทางเวียดนามและสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ซึ่งต้องใช้เวลามาก"
          ดังนั้นในระหว่างนี้ ทางคณะทำงานจึงตกลงที่จะมีการอัพเกรดโครงข่ายการเชื่อมต่อในประเทศให้เพียงพอรองรับการใช้งานให้มากที่สุดไปก่อน ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กำชับให้เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ไปก่อน
          ล่าสุดได้ตกลงว่าจะขยายประสิทธิภาพเคเบิลใต้น้ำเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างท่าเรือสงขลาข้ามอ่าวไทยไปเชื่อมกับเคเบิลใต้น้ำที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นอีกจุดเชื่อมต่อสำคัญ
          และขณะนี้กำลังทำเรื่องขอขยายเวลาการใช้งบประมาณเสนอให้ ครม.อนุมัติภายใน เดือน พ.ค.นี้ ส่วนการจะโยกงบประมาณในส่วนนี้ไปให้ทีโอทีดำเนินการแทนก็มีความเป็นไปได้ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
          ด้านแหล่งข่าวระดับสูงภายใน บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ผ่านมาแคทได้พยายามนำเสนอแผนการลงทุนขยาย โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำมาตลอด แต่ธรรมชาติของเส้นทางเคเบิลใต้น้ำต้องเป็นความ ร่วมมือกันระหว่างหลายประเทศ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อเส้นทางให้ทราฟฟิกไหลผ่านได้ทั่วโลก จึงทำให้มีข้อท้วงติงเรื่องการนำงบประมาณของรัฐไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีเอกชนเป็นเจ้าของร่วม
          "เส้นทาง SJC Branch เท่าที่ทราบ ก็ต้องใช้งบประมาณพอสมควร หากจะมีการโยกงบฯจากแคทไปให้ทีโอทีแทน ก็มองที่ประโยชน์และความจำเป็นของประเทศเป็นหลัก เพราะสุดท้าย คนร. (คณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ก็มี นโยบายให้ดึงทรัพย์สินในส่วนของเคเบิล ใต้น้ำและอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ของทีโอทีและแคทไปตั้งเป็นบริษัทร่วมทุน NGDC อยู่แล้ว แต่ก็อยากให้ดูที่ความคุ้มค่าและราคาการลงทุนเป็นหลัก"
          ส่วนการจูงใจให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก มาตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่ประเทศไทย ด้วยการลดค่าเช่าเกตเวย์และค่าแบนด์วิดท์เหมือนที่ประเทศอื่นในอาเซียนทำนั้น รัฐมนตรีดีอีกล่าวว่า เป็นโมเดลธุรกิจที่จำเป็นต้องมีการเจรจาหากลไกที่เหมาะสม รัฐบาลไทยไม่สามารถประกาศที่จะสนับสนุนในรูปแบบนั้นได้ เพราะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดและมีประเด็นที่อาจขัดกับข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ แต่พร้อมจะให้การสนับสนุนในรูปแบบอื่น