เกาะแผน"USO"หมื่นล้าน ภารกิจ "กสทช." สนองนโยบายรัฐ

ค่าธรรมเนียม USO หรือ การจัดเก็บรายได้เพื่อนำไปสนับสนุนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม เป็นอีกหนึ่งรายได้ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ถูกจับตา เนื่องด้วยยอดเงินแต่ละปีเฉียดหมื่นล้านบาทที่จะเข้าไปอยู่ในกองทุน USO
          ยิ่งเมื่อมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ 17 มิ.ย. 2557 ให้ระงับการดำเนินการโครงการลงทุน USO ตามแผนที่ กสทช. วางไว้ เพื่อทบทวนให้รอบคอบและลดการลงทุนซ้ำซ้อนตามนโยบายรัฐบาล ยิ่งทำให้ยอดเงินสะสมกองทุนเฉียด 4 หมื่นล้าน จนถัดมาอีก 1 ปี เมื่อ 17 มิ.ย. 2558 บอร์ด กสทช. ได้อนุมัติให้รัฐบาลยืมเงินรายได้ USO เพื่อนำไปลงทุนโครงการบริหารจัดการน้ำและการขนส่ง 14,300 ล้านบาท
          แต่ล่าสุดเมื่อรัฐบาลเดินหน้าโครงการ "เน็ตประชารัฐ" ขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน นอกจากจะมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินการ 24,700 หมู่บ้านแล้ว ตามมติ ครม.เมื่อ 29 พ.ย. 2559 ยังขอความร่วมมือให้ กสทช. ดำเนินการเพิ่มเติมในพื้นที่ชายขอบ 15,732 หมู่บ้านด้วย
          โดยเลขาธิการ กสทช. "ฐากร ตัณฑสิทธิ์" ได้เดินหน้าโครงการนำร่อง 3,920 หมู่บ้านตามนโยบายรัฐบาลให้ทันที ด้วยงบประมาณภายใต้แผน USO ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555-2559) ในระหว่างเตรียมบรรจุแผนการขยายใน 15,732 หมู่บ้าน ไว้ในแผน USO ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2564) ที่สำนักงาน กสทช. กำลังยกร่างขึ้น
          ลงสำรวจพื้นที่ไร้เน็ตไร้มือถือ
          "พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร" กรรมการ กสทช. ที่ดูแลการผลักดันตามแผน USO เปิดเผยว่า พื้นที่ USO ของ 3,920 หมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมากหรือที่เรียกว่า Zone C+ และไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตามโครงการเน็ตประชารัฐภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงดีอี
          โดยการดำเนินการงานของ กสทช.ได้มีการจ้างวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัย
          ธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาและลงสำรวจพื้นที่ จัดเก็บข้อมูลเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมาย ที่จะจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง พร้อมกับออกแบบรายละเอียดรูปแบบการติดตั้งโครงข่าย และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้พื้นที่ติดตั้งเป้าหมาย สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันที่สุด มีการใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
          รวมถึงให้แน่ใจว่าการจัดบริการ USO ของ กสทช. จะไม่เป็นการแทรกแซงกลไกตลาดในพื้นที่ที่มีบริการอยู่แล้วโดยภาคเอกชน และให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงของการดำเนินงาน
          "หลัก ๆ ตามแผน USO 3,920 หมู่บ้านจะมีการวางโครงข่ายบรอดแบนด์ให้กับโรงเรียน สถานีอนามัย การให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย และกำหนดจุดสร้าง
          ศูนย์บริการ USO NET สำหรับชุมชน"
          อย่างหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายคือพื้นที่ หมู่ 7 หมู่บ้านขุนปั๋ง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมือง 100 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เนื่องจากอยู่ในหุบเขา โดยเฉพาะ 12 กิโลเมตรสุดท้ายที่เป็นเส้นทางขึ้นเขา รถยนต์ 4 ล้อทั่วไปไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้ ปัจจุบันไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่มีอินเทอร์เน็ตไปถึง ระบบไฟฟ้าที่ใช้งานในหมู่บ้านเป็นไฟฟ้าพลังน้ำที่มีบริษัทเอกชนลงทุนติดตั้งระบบไว้ให้
          ขณะที่พื้นที่นำร่อง 3,920 หมู่บ้านจะแบ่งเป็นภาคกลาง 349 หมู่บ้าน ภาคเหนือ 2,027 หมู่บ้าน อีสาน 1,085 หมู่บ้าน และภาคใต้ 459 หมู่บ้าน
          ด้านเลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า ขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างการยกร่างข้อกำหนดทางเทคนิค (TOR) โดยคาดว่าจะเสนอให้บอร์ด กสทช.อนุมัติได้ไม่เกินต้นเดือน พ.ค. ก่อนจะเริ่มกระบวนการประกาศประกวดราคาเพื่อให้เอกชนที่สนใจเข้ามาเสนอราคา รับงานติดตั้งโครงข่าย ภายใต้งบประมาณ 11,500 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 50% สำหรับงบประมาณในการติดตั้งโครงข่ายราว กับอีก 50% สำหรับงบฯบำรุงรักษาและให้บริการกับประชาชนได้ใช้งานฟรีเป็นเวลา 5 ปีตามเงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด
          โดยจะทยอยเปิดให้บริการในหมู่บ้านนำร่องได้ใน ธ.ค. 2560 ก่อนจะเปิดอย่างสมบูรณ์แบบทั้ง 3,920 หมู่บ้านในกลางปี 2561
          ปรับแผนเก็บค่า USO
          ขณะเดียวกันเพื่อให้การจัดเก็บค่าธรรมเนียม USO จากผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม จาก กสทช. สอดคล้องกับแผนดำเนินการ USO และไม่เป็นภาระกับผู้ประกอบการมากเกินไป สำนักงาน กสทช. จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไข ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บรายได้เพื่อนำไปสนับสนุนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO)
          จากปัจจุบันที่กำหนดเรียกเก็บค่าธรรมเนียมไว้ที่ 3.75% ต่อปีของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในการซื้อ หรือเช่าบริการโทรคมนาคมจากผู้รับใบอนุญาตรายอื่นหรือผู้ให้บริการในต่างประเทศ และค่าเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม (ค่าไอซี) แต่รวมหักลดหย่อนแล้วไม่เกิน 60% ของรายได้รวม โดยแต่ละปีจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม USO ทุก 6 เดือน
          โดยร่างประกาศฉบับใหม่ที่กำลังรอการพิจารณาของบอร์ด กสทช. จะปรับลดค่าธรรมเนียม USO เหลือ 2.5% ของรายได้จากการประกอบกิจการโทรคมนาคม หลังหักค่าลดหย่อนตามที่กำหนดไว้ โดยเพิ่มค่าลดหย่อนสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานเลขหมายโทรศัพท์แบบสั้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ประเภทเบอร์โทร. 3 หลักหรือ 4 หลัก) และกำลังพิจารณาถึงค่าลดหย่อนอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการได้เสนอไว้ในการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะด้วย ซึ่งมีหลายหมวดค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ส่วนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจะเหลือแค่ปีละ 1 ครั้ง คือ ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี
          USO ฉบับ 2 งบฯ 3.4 หมื่นล้าน
          สำหรับประมาณการค่าธรรมเนียม USO ที่สำนักงาน กสทช. จัดเก็บได้ในช่วงแผน USO ฉบับที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2555-2559) อยู่ที่ 39,771.97 ล้านบาท หักเงินที่กระทรวงการคลังยืม 14,300 ล้านบาท หักประมาณการค่าใช้จ่ายตามแผนปฏิบัติ USO 11,500 ล้านบาท จะคงเหลือรายได้จากค่าธรรมเนียม USO อีก 13,424.68 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานภายในแผน USO ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560-2564) 48,009.01 ล้านบาท ดังนั้น ประมาณการค่า USO ที่จะต้องจัดเก็บเพิ่มสำหรับการดำเนินการตามแผน USO ฉบับที่ 2 คือ 34,584.33 ล้านบาท
          โดยแบ่งเป็นงบประมาณสำหรับการขยายโครงข่ายและบริการโทรคมนาคมสู่พื้นที่ชายขอบ 8,935.98 ล้านบาท การกระจายและบริหารจัดการศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตเพื่อสาธารณะ 13,102.77 ล้านบาท การพัฒนาระบบการให้บริการ USO เพื่อมิติเชิงสังคม 11,385.62 ล้านบาท การพัฒนาบุคลากรด้าน USO 1,420 ล้านบาท การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้านการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและ บริการเพื่อสังคม 13,164.64 ล้านบาท