"พิเชฐ"จี้TOTผนึก"กสท"ควบรวมธุรกิจโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เตรียมเรียก กรรมการผู้จัดการใหญ่ 2 หน่วยงาน ได้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เข้ามาหารือแนวทางการควบรวมธุรกิจระหว่าง 2 องค์กร ในส่วนของการควบรวมธุรกิจโครงข่ายระหว่างประเทศ หรือ บริษัท NGN และ บริษัท NGDC ที่เป็นการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ 2 องค์กรบริหารร่วมกัน ที่จะต้องทำให้ชัดเจนและเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล
          "ปัจจุบันโครงการระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศที่จะเป็นการให้ผู้บริการ อินเตอร์เนตเกตเวย์ หรือ IIG ที่มีการเชื่อมต่อระบบสื่อสัญญาณระหว่างประเทศผ่านประเทศไทย ดังนั้น ทั้ง 2 บริษัท จะต้องทำรายงานสรุปแผนงานทั้งหมดให้ละเอียดชัดเจน พื้นที่ไหนที่ยังไม่มีเส้นทางเคเบิลใต้น้ำผ่าน ให้เสนอสร้างเส้นทางเพิ่ม และเส้นทางเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่ความสามารถในการรองรับการใช้งาน (คาพาซิตี้) ไม่เพียงพอให้ขยายเพิ่มซึ่งจะต้องสรุปให้แล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือน เพื่อที่จะสรุปให้รัฐบาลรับทราบ โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมดีอีพิจารณา ต่อไป" นายพิเชฐ กล่าว
          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ AAE-1 (Asia-Africa- Europe1) ที่จังหวัดสตูลว่า ที่ผ่านมา ทีโอที ได้สร้างระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ AAE-1 ซึ่งเป็นเคเบิลใต้น้ำ ระหว่างประเทศ 1 ใน 3 ระบบ ที่ ทีโอที ได้รับอนุมัติจาก คณะรักษา ความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อปี 2557 โดยจากการลงพื้นที่ล่าสุดพบว่าคืบหน้าโดยรวมมากกว่า 85% และมีกำหนดเปิดใช้งานในส่วนของเส้นทางประเทศไทย-สิงคโปร์ และไทย - ฝรั่งเศสในไตรมาสสองปี 2560
          สำหรับเคเบิลเส้นนี้มีระยะทาง ของเส้นเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งสิ้นประมาณ 25,000 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปโดยเป็นระบบ เคเบิลใต้น้ำข้ามทวีปที่มีความจุสูง เส้นแรก ที่มีแนวเคเบิลเส้นทางหลักจากฮ่องกงพาดผ่านทางภาคใต้ของประเทศไทยโดยมีจุดขึ้นบก ณ จังหวัดสงขลาและเชื่อมต่อผ่านสายไฟเบอร์ออพติกภาคพื้นดิน (Thailand Crossing) ไปยัง จังหวัดสตูลเพื่อ เชื่อมต่อไปยังยุโรป เสมือนเป็น land bridge ทางด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศที่ช่วยลดระยะทางการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างเอเชีย และยุโรป
          ทั้งนี้ หลังจาก ทีโอที ได้ลงทุนโครงระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ AAE-1 เฟสแรกแล้ว ทีโอที ยังจะลงทุนในเฟสสอง เส้นทางไทย-ฮ่องกง คาดว่า จะเปิดใช้งานได้ราวไตรมาส 4/2560 โดยคาดว่าหลังจากที่ทีโอทีได้เปิดให้บริการภายปีนี้แล้วเสร็จจะมีรายได้ ต่อปีราว 300 ล้านบาท ซึ่งการเปิด เส้นทางดังกล่าวสามารถลดต้นทุนได้ ราวปีละ 500 ล้านบาท