โหมซื้อ 5 หุ้นใหญ่ยอดสะสมต่างชาตินิวไฮ4ปี

ตลาดเดือนมี.ค.2560 ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน และมาปิดที่ระดับสูงสุด 1,579.88 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.30% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านบาท ค่าพีอีเรโชเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ 17.44 เท่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป)อยู่ที่ 15.53 ล้านบาท
          ขณะที่การซื้อขายแยกรายกลุ่มนักลงทุน ประกอบด้วย สถาบันซื้อสุทธิ 19,146.77 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 183.65 ล้านบาท ต่างประเทศยอดซื้อสุทธิ 3,891 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 23,221.42 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ต่างชาติมีการซื้อต่อเนื่องติดต่อกัน 10 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 17 - 30 มี.ค.2560 มูลค่ารวม 20,015.64 ล้านบาท
          บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย ติดต่อกันเป็นวันที่ 10 โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมรวมกว่า 2.0 หมื่นล้านบาท และเป็นการซื้อสุทธิสูงสุดในรอบ 4 ปี 4 เดือน หรือนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. 2555 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม แรงซื้อดังกล่าวมีโอกาสที่จะเป็น หุ้นขนาดใหญ่ในหุ้นบีเจซีราว 5.2 พันล้านบาท ทั้งนี้หากศึกษาข้อมูลเชิงลึก เพื่อดูว่าต่างชาติสนใจลงทุนหุ้นอะไรมากที่สุด พบว่า มีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยผ่านเอ็นวีดีอาร์กว่า 6.1 พันล้านบาท ซึ่งแรงซื้อหลักๆยังคงอยู่หุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง
          หุ้น 5 ลำดับแรกที่ต่างชาติซื้อสุทธิมากที่สุด คือหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย(SCC) ถูกซื้อสุทธิสูงที่สุดราว 807 ล้านบาท ตามมาด้วยหุ้นพีทีที โกลบอล (PTTGC) มูลค่า 736 ล้านบาท ,หุ้นทรูคอร์ปอเรชั่น(TRUE) มูลค่า 655 ล้านบาท, แบงก์ไทยพาณิชย์ (SCB) มูลค่า 569 ล้านบาท และหุ้นแอดวานซ์อินโฟร เซอร์วิส (ADVANC) มูลค่า 638 ล้านบาท
          หากพิจารณาการเคลื่อนไหวราคาหุ้นทั้ง 5 บริษัทรอบ 10 วันที่ผ่านมา พบว่า ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกบริษัท โดยหุ้นทรูราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุด 4.65% มีมูลค่าการซื้อขายรวม 8,349.40 ล้านบาท หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ เพิ่มขึ้น 3.82% มูลค่าการซื่อขายรวม 8,794.57 ล้านบาท หุ้นแอดวานซ์ ราคาเพิ่มขึ้น 2.57% มูลค่าการซื้อขายรวม11,721.76 ล้านบาท หุ้นปูนซิเมนต์ไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.88%มูลค่าการซื้อขายรวม 9,197.78 ล้านบาท และหุ้นพีทีทีจีซีราคาเพิ่มขึ้น 1.73%มูลค่าการซื้อขายรวม 8,226.55 ล้านบาท
          บล.ทิสโก้ประเมินว่าการประชุมนักวิเคราะห์ของ บริษัททรูผู้บริหารได้ตั้งเป้าการเติบโตที่ 10 - 20% ในปีนี้ โดยที่มีรายได้จากมือถือโต 20% และกล่าวอีกว่า หากต้นทุนการดำเนินงานไม่เพิ่มขึ้น บริษัทจะสามารถกลับมามีกำไรได้ในปีนี้
          บริษัทตั้งงบการลงทุน 4.8 หมื่นล้านบาทสำหรับปีนี้ (3 หมื่นล้านบาท สำหรับมือถือ และ 1.4 หมื่นล้านบาทสำหรับ TRUE Online) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 3.3 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะสร้างระบบส่วนใหญ่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เลื่อนมาในปีก่อน บริษัทคาดว่าการลงทุนจะลดลงในปี 2561 หากไม่มีการประมูลคลื่นความถี่ใหม่ๆ
          ด้านธุรกิจบรอดแบนด์และเคเบิ้ลทีวี ผู้บริหารคาดว่ามีความเสี่ยงต่ำที่ ARPU จะลดลงไปต่ำกว่า 500 บาท/เดือน ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า หากไม่มีการบันทึกกลับรายการใหญ่ หรือค่าใช้จ่ายในระบบที่ลดลง จากการจบสัญญากับ TOT มองว่ามีโอกาสยากที่ทรูจะพลิกกลับมากำไร