หัวเว่ยหนุนธุรกิจปรับตัวโก"ดิจิทัล"แนะค่ายมือถืออัพโครงข่ายรับวิดีโอคอนเทนต์บูม

  "หัวเว่ย" ไม่ยื่นข้อเสนอโครงการ 2300 MHz ทีโอที ระบุเลือกแนวทาง "หนุนทุกค่าย" พร้อมซัพพอร์ตทุกธุรกิจทุก โอเปอเรเตอร์ทรานส์ฟอร์มสู่ไทยแลนด์ 4.0 ชี้เน็ตเวิร์กจะมีการใช้งานหนักหน่วงขึ้น ทั้งจำนวนดีไวซ์-แบนด์วิดท์จากคอนเทนต์ วิดีโอ แนะเร่งปรับโครงข่ายรองรับ ขณะที่ 5G ไทยยังต้องรอ กสทช.เคลียร์คลื่นให้พร้อมก่อน
          นายสตีเว่น หวง ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการเปิดรับข้อเสนอพันธมิตรการใช้คลื่นความถี่ 2300 MHz ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า เป็นโครงการที่น่าสนใจและบริษัทยินดีให้การสนับสนุนกับทุกโอเปอเรเตอร์ที่เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ดังกล่าว แม้ว่าในการเปิดรับเอกสาร รายละเอียดข้อเสนอจากทีโอทีจะมีบริษัทที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีโครงข่ายหลายรายเข้าร่วมด้วย (อีริคสัน, โนเกีย โซลูชั่นส์ แอนด์ เน็ตเวิร์ค) แต่หัวเว่ยไม่ได้มีแนวทางจะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในลักษณะดังกล่าว จึงไม่ได้เข้าไปรับเอกสารด้วย
          "โครงการใช้คลื่น 2300 MHz มีความน่าสนใจและบริษัทยินดีให้การสนับสนุน แต่แนวทางของหัวเว่ยคือการเข้าไปสนับสนุนและช่วยเหลือโอเปอเรเตอร์ทุกรายในการพัฒนาโครงข่ายรองรับการใช้งานในโลกดิจิทัลมากกว่า และเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนที่จะให้ความเห็น"
          โดยทิศทางของหัวเว่ยขณะนี้คือการเป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์กับบรรดาองค์กรธุรกิจ และนำเทคโนโลยีมาข่วยเพิ่มคุณค่าของโครงข่ายให้มากที่สุด รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลและดิจิทัลทรานส์ฟอร์มของภาคธุรกิจผ่าน 5 เทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ได้แก่ การนำทุกสิ่งเข้าสู่เครือข่ายคลาวด์ การสร้างวิดีโอให้เป็นบริการพื้นฐาน การเพิ่มคุณค่าเครือข่ายให้มากที่สุด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ให้ใช้งานได้จริง ระบบปฏิบัติการดิจิทัลที่คล่องตัว และการนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) มาให้บริการ
          สำหรับ 5 เทรนด์เทคโนโลยีดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องใกล้ตัวอีกต่อไปแล้ว อย่าง IoT มีกว่า 60% องค์กรทั่วโลกที่เริ่มนำไปใช้งานแล้ว และมีงบประมาณลงทุนด้านไอทีกว่า 24% ที่ถูกนำมาใช้เพื่อลงทุนกับ IoT อาทิ หน่วยงานผลิตน้ำประปาในออสเตรเลีย ที่นำมาใช้กับระบบมิเตอร์น้ำอัจฉริยะ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 93 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ลดการรั่วไหลของน้ำได้ 30% ลดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลกว่า 80% ทั้งยังกลายเป็นรายได้ใหม่ให้กับ โอเปอเรเตอร์ด้านโทรคมนาคมที่จะเสนอโซลูชั่นใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าภาครัฐหรือเจ้าของโครงข่ายสาธารณูปโภค
          ขณะที่การใช้โครงข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน โอเปอเรเตอร์จำเป็นต้องมีการวางแผนแบ่งการใช้งานคลื่นความถี่ที่มีอยู่จำกัด และวางแผนขยายเน็ตเวิร์กให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าที่บริโภค แบนด์วิดท์มากขึ้นต่อเนื่อง อาทิ การใช้บริการวิดีโอที่ปัจจุบันกลายเป็นบริการพื้นฐาน ที่ลูกค้าทุกรายใช้งาน
          โดยจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯที่หัวเว่ยร่วมกับพาร์ตเนอร์จัดทำขึ้น พบว่ามีจำนวนน้อยที่ใช้เวลากับทีวีรูปแบบเดิม และมีถึง 31.6% ที่ไม่สนใจจะเข้าถึงคอนเทนต์ด้วยรูปแบบนี้แล้ว ขณะที่การดูคอนเทนต์ผ่าน YouTube มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีแค่ 2.5% เท่านั้นที่ไม่สนใจจะรับชมผ่านช่องทางนี้ และเกือบทั้งหมดดู YouTube ผ่านทางโมบาย  โดยลูกค้าที่เลือกแพ็กเกจดาต้าปริมาณมากยิ่งใช้เวลาในการดูคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้น
          ทั้งการสำรวจยังพบว่ามีถึง 64% ที่ยินดีจะอัพเกรดแพ็กเกจดาต้าให้มีราคาสูงขึ้นหากมีคอนเทนต์ความละเอียดสูงระดับ 4K จำนวนมากขึ้น 43.2% ยินดีจะเปลี่ยนเครื่อง ให้รองรับ 4K และ 35% จะเลือกดูผ่าน WiFi แทนเพราะรู้สึกว่าความเร็วของโมบายดาต้าไม่เร็วพอ
          ดังนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า คอนเทนต์ออนไลน์ประเภทวิดีโอจะเป็นตัวเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ใหม่ให้กับโอเปอเรเตอร์ ทั้งในรูปแบบการใช้บรอดแบนด์สร้างรายได้ เฉลี่ยต่อเลขหมายให้เพิ่มขึ้นจากการอัพเกรดแพ็กเกจดาต้าให้ได้รับความเร็วหรือปริมาณการใช้งานมากขึ้น การใช้ดึงดูดลูกค้าด้วยคอนเทนต์พรีเมี่ยม รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยี Big Data ในการวิเคราะห์เพื่อออกแบบแพ็กเกจเฉพาะกลุ่ม
          "โอเปอเรเตอร์จำเป็นต้องวางแผนและมีการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมเน็ตเวิร์กเพื่อให้รองรับทราฟฟิกหนัก ๆ ได้ และทำให้เน็ตเวิร์กใช้งานได้คุ้มค่าที่สุด ยิ่งเทคโนโลยี 5G กำลังจะเข้ามาจะทำให้ลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลาย การใช้แบนด์วิดท์จะหนักหน่วงขึ้น รวมถึงผู้บริโภคแต่ละรายจะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อที่ใช้งานเพิ่มจากปัจจุบันราว 2 ชิ้นกลายเป็น 100 ชิ้นต่อคน ซึ่งมีการประเมินว่า ในแต่ละสถานีฐานจะต้องรองรับถึง 1 แสนคอนเน็กชั่นอยู่ ตลอดเวลา แต่เทคโนโลยีทุกวันนี้สามารถออกแบบเน็ตเวิร์กให้มีการแบ่งใช้คลื่นสำหรับ เทคโนโลยี 2G, 3G, 4G  สลับกันไป มาตามทราฟฟิกและความต้องการใช้งานของ ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่แต่ละช่วงเวลาได้แล้ว เพื่อให้คลื่นความถี่ที่โอเปอเรเตอร์ในไทย ประมูลมาด้วยราคาแพงใช้งานคุ้มค่าที่สุด"
          ขณะที่หัวเว่ยได้มีการทดลองใช้งาน 5G กับโอเปอเรเตอร์ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยใช้งานบนย่านความถี่ 4.5 GHz ทำความเร็ว ได้ระดับ 11.29 Gbps แต่ก็ยังเป็นการทดลอง อย่างไม่เป็นทางการ เพราะต้องรอการกำหนด มาตรฐานย่านความถี่สำหรับ 5G ออกมา ก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะได้เห็นภายในสิ้นปีนี้
          สำหรับประเทศไทยคลื่นที่จะใช้งาน 5G ได้มีประสิทธิภาพ และปัจจุบันถูกใช้งานในด้านโทรคมนาคมอยู่แล้วคือคลื่น 2300 MHz 2600 MHz ซึ่งสิทธิการใช้งานอยู่กับรัฐวิสาหกิจอย่าง บมจ.ทีโอที และ บมจ.อสมท แต่คลื่นในย่านที่สูงไปกว่านั้น ซึ่งจะทำให้ได้ 5G ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไปอีก อาทิ 3.5 GHz ปัจจุบันในไทยนำไปใช้งานกับเทคโนโลยีไมโครเวฟ
          ดังนั้น ขณะนี้อาจจะเร็วไปสำหรับ 5G ในไทย เพราะต้องรอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีการวางแผนการใช้งานและเรียกคืนคลื่นเพื่อเตรียมสำหรับการใช้งาน 5G ก่อน แต่โอเปอเรเตอร์ควรจะเริ่มศึกษาและเตรียมวางแผนรองรับ 5G ได้แล้ว
          ขณะที่กลยุทธ์ในการเข้าเป็นพันธมิตรกับทุกองค์กรเพื่อผลักดันดิจิทัลทรานส์ฟอร์มด้วยเทคโนโลยีของหัวเว่ย คาดว่าจะทำให้ปีนี้บริษัทมีผลประกอบการที่เติบโตไม่น้อยกว่า 2 ดิจิต เหมือนในปีที่ผ่านมา