"อาลีบาบา"ผนึกมาเลเซีย ขึ้น "ฮับอีคอมเมิร์ซ" อาเซียน

 "ลีบาบา" ยักษ์อีคอมเมิร์ซอแดนมังกรเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ในภูมิภาคอาเซียน โดยประกาศ จับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับรัฐบาลมาเลเซีย ในการร่วมมือพัฒนา "เขตการค้าเสรีดิจิทัล" (Digital Free Trade Zone : DFTZ) ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสนามบิน กัวลาลัมเปอร์ พร้อมจัดสร้างระบบเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซ ของภูมิภาค รวมทั้งเป็นการยกระดับอีคอมเมิร์ซของมาเลเซียให้ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติ
          โปรเจ็กต์ดังกล่าว อาลีบาบาเรียกว่า "อิเล็กทรอนิกส์เวิลด์เทรดแพลตฟอร์ม"หรือ eWTP ซึ่งได้ริเริ่มแล้วที่เมือง หางโจว ประเทศจีน และนี่ถือเป็น "ฮับอีคอมเมิร์ซ" แห่งแรกนอกประเทศจีนของอาลีบาบา
          "แจ็ก หม่า" ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ อาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวในการเปิดตัวเขตเศรษฐกิจเสรีดิจิทัล หรือ DFTZ ว่า มาเลเซียมี ความเป็นมิตรต่อการทำธุรกิจอย่างยิ่ง และเขาใช้เวลาเจรจาโครงการนี้กับ "นาจิบ ราซัก" นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพียง 10 นาทีเท่านั้น ในการพบกันที่ประเทศจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจมาลงทุนที่มาเลเซีย
          หม่าชี้ว่า ฮับนี้จะสร้างความกล้าให้กับ คนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้พร้อม ที่จะเสี่ยงนอกประเทศตนเอง
          นอกจากนี้หม่ายังยกถึงโลกาภิวัตน์ ครั้งแรกของโลกอย่าง "เส้นทางสายไหม" เรื่องการขนส่งใบชาออกนอกประเทศของจีน ที่จะสำเร็จไม่ได้หากปราศจากคอนเทนเนอร์ที่ทำจากดีบุกจากมาเลเซีย ที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องคุณภาพของใบชาจีน มานับตั้งแต่ศตวรรษที่ 18
          "ถ้าปราศจากมาเลเซีย เส้นทางสายไหมจะไม่มีทางสำเร็จจนถึงทุกวันนี้"
          สำหรับโครงการนี้จะเป็นเสมือน "ฮับอีคอมเมิร์ซ" ของอาลีบาบาในอาเซียน รวมทั้งการเป็นคลังสินค้า และศูนย์กลางกระจายสินค้าจากมาเลเซียไปยังประเทศใกล้เคียง ภายในเขต DFTZ จะมีทั้ง"ไช่เหนี่ยว" (Cainiao) บริษัทขนส่งสินค้าพัสดุในเครือข่ายอาลีบาบา ซึ่งถือเป็น กระดูกสันหลังของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พร้อมด้วย "แอนซ์ ไฟแนนเชียล" ผู้ให้บริการทางการเงินของอาลีบาบา เข้าร่วมในด้านระบบการชำระเงิน
          นอกจากนี้หลังจากเปิดตัว DFTZ อาลีบาบาได้ลงนามข้อตกลงความเข้าใจร่วมกับกลุ่มธุรกิจของมาเลเซีย ประกอบด้วย  บริษัทมาเลเซีย ดิจิทัล อีโคโนมี คอร์ปอเรชั่น, มาเลเซีย แอร์พอร์ต โฮลดิ้ง, ธนาคาร ซีไอเอ็มบี และเมย์แบงก์ ซึ่งจะทำงานร่วมกันต่อไป
          โดยอาลีบาบาคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างและเตรียมพร้อมระบบต่าง ๆ แล้วเสร็จและพร้อมเปิดทำการอย่างเป็นทางการในปี 2019
          ทั้งนี้ อาลีบาบามองปัจจัยบวกใน การปักธงธุรกิจภูมิภาคนี้ว่า เอเชียตะวันออก เฉียงใต้ถือเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโต ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายตัวของชนชั้นกลาง ที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
          และคาดว่าจะมากถึง 400 ล้านคนภายในปี 2020 ซึ่งจะกลายเป็นกำลังซื้อที่มีคุณภาพในอนาคต