ชิงคลื่น2300 ดีเดย์27มี.ค.

 เอไอเอสส่งAWNสู้ดีแทค
          "ทีโอที" เตรียมตั้งโต๊ะเปิดรับคู่ค้ายื่นข้อเสนอให้บริการคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ดีเดย์ 27 มีนาคมนี้ ค่ายมือถือปักธงสู้ไม่ถอยโดยเฉพาะ "ดีแทค" บอร์ดไฟเขียวยื่นเงื่อนไขแล้ว ด้าน "เอไอเอส-ทรู" ชิงเค้ก
          สัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ที่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อปลายปี 2558 ส่งผลให้รายได้ทีโอทีลดลงจึงต้องนำคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์มาหารายได้เพิ่ม
          นายรังสรรค์  จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจสื่อสารไร้สาย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในวันที่ 27 มีนาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. ทีโอที ได้กำหนดให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอแผนธุรกิจรายละเอียดการขยายโครงข่ายและผลตอบแทน (Request for Proposal: RFP) ในการเป็นคู่ค้าให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ หลังจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เปิดให้ผู้สนใจรับเอกสารซึ่งมีจำนวน 13 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส, บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท โมบายล์ แอลทีอี จำกัด และบริษัท ทานตะวัน เทเลคอม จำกัด และส่วนที่เหลือคือซัพพลายเออร์ หรือ ผู้ผลิตอุปกรณ์โครงข่าย เป็นต้น
          นายรังสรรค์ ยังกล่าวอีกว่า ขั้นตอนต่อไปหลังจากสิ้นสุดยื่นข้อเสนอจะส่งมอบให้บริษัท เดเทคอน เอเชียแปซิฟิค จำกัดที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม และบริษัท ไพร์มสตรีท แอดไวเซอรี่ จำกัด ประเมินและวิเคราะห์ข้อเสนอ และภายในเดือนพฤษภาคมนี้จะนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารอนุมัติ และส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด
          เพื่อตรวจสอบรายละเอียด ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าช่วงเดือนกันยายน จะเชิญเอกชนเซ็นสัญญาเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 4
          สำหรับแผนธุรกิจที่ทีโอทีได้กำหนดไว้ คือ จะต้องติดตั้งโครงข่ายระบบ 4 จี ด้วยเทคโนโลยี LTE (Long term Evolution เป็นเทคโนโลยีที่ให้ความเร็วกว่าระบบ 3 จี) รองรับระบบอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ไร้สาย และแบบประจำที่ติดตั้งภายในระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมพื้นที่ประชากรทั่วประเทศ 80% โดยภายในปีแรกติดตั้งไม่น้อยกว่า 1,800 แห่ง และติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุมเมืองหลักสำคัญใน 2 ปี จากนั้นเพิ่มจำนวนไปตามประมาณการผู้ใช้งานที่คาดการณ์ไว้ใน 5 ปี
          "ที่ผ่านมารายได้ของ ทีโอที จากเดิมมีจำนวน 5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลืออยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรายได้สัมปทานที่ขาดหายไป เพราะฉะนั้นคลื่นความถี่ทั้ง 2100 และ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ทั้ง 2 คลื่นความถี่จะเข้ามาต่อยอดรายได้มากขึ้น" นายรังสรรค์ กล่าว
          ขณะที่ความเคลื่อนไหวของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายนั้นปรากฏว่า ค่ายดีแทค มีความชัดเจนมากที่สุดในขณะนี้ เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการ ของ ดีแทค ได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 มอบหมายให้บริษัทในเครือของบริษัท เข้ายื่นข้อเสนอในการเป็นคู่ค้าในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 27 มีนาคม 2560 นอกจากนี้วันพุธที่ 29 มีนาคม ดีแทคได้จัดงานเสวนา "ผ่าทางตัน 5G คลื่นความถี่นำไทยสู่ 4.0 อย่างยั่งยืน"
          เหตุผลที่ ดีแทค มีความพยายามต้องการได้คลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่ได้รับจาก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จะสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคม 2561 ดังนั้น ดีแทคจึงมีความต้องการสูงที่จะได้คลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ ปัจจุบัน ดีแทค มีคลื่นความถี่ 850 , 1800 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 24 ล้านราย
          ด้านนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า  จะยื่นข้อเสนอไปยัง ทีโอที ในนามบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ เอดับบลิวเอ็น บริษัทในเครือ เอไอเอส ปัจจุบันคลื่นความถี่ 900-1800 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์ มีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 40 ล้านราย
          เช่นเดียวกับนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการบริหาร  บริษัท ทรู  คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มทรูยื่นข้อเสนอแสดงความจำนงเพื่อเป็นคู่ค้ากับทีโอที ในคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ เช่นเดียวกัน เพราะคลื่นความถี่ดังกล่าวให้บริการได้ทั้งระบบอินเตอร์ เน็ตไร้สาย และระบบประจำที่
          ปัจจุบัน ทรู มีคลื่นความถี่ 850-900-1800 และ 2100 เมกะเฮิรตซ์  ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4/2559 ได้ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวนผู้ใช้ทั้งสิ้น 24.53 ล้านราย ขึ้นเป็นเบอร์ 2 เบียดแทน ดีแทค