"ชัชวาลย์ เจียรวนนท์"ในเกมธุรกิจสตาร์ทอัพ

วันเพ็ญ แก้วสกุล
          แม้งานหลักของ ชัชวาลย์ เจียรวนนท์จะรับผิดชอบหลักกับการเป็นซีอีโอ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อินโดนีเซีย หรือ ซีพี อินโดนีเซีย รวมถึงนั่งเป็นกรรมการบริหารในองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง อาทิ ทรู คอร์ปอเรชั่น แต่ในอีกด้าน ก็ให้ความสนใจในธุรกิจเทคโนโลยี หรือ สตาร์ทอัพ เป็นอย่างมาก
          ที่ผ่านมา ชัชวาลย์ โลดแล่นใน แวดวงสตาร์ทอัพมาสักระยะในบทบาท Angel Investor มองหาสตาร์ทอัพ ดาวรุ่งจากนั้นเดินหน้าลงทุนแล้วมอง การเติบโตไปทีละขั้น อย่างเช่น การเข้าไป ลงทุนในแพลตฟอร์ม HRTech ใน ต่างประเทศซึ่งถือว่ามีโอกาสเติบโตสูง ด้านผลตอบแทน
          มาวันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการ ทำงานด้านสตาร์ทอัพ โดย ชัชวาลย์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เคจอรา เวนเจอร์ ไทยแลนด์ (Kejora Thailand) ในฐานะกรรมการที่ปรึกษา
          Kejora Ventures  ก่อตั้งขึ้น ในปี 2557 มีสำนักงานใหญ่ที่จาการ์ต้า อินโดนีเซีย ด้วยเป้าหมายการสร้างระบบนิเวศน์ทางเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกิจกรรม ที่ดำเนินการมีทั้ง ลงทุน การสร้าง และ การบ่มเพาะธุรกิจ ภายใต้การทำงานของทีมที่รวบรวม คนเก่งในหลายๆ ด้านมาร่วมกันทำงาน ได้แก่ มร.เซลาสเตียน โทเกลัง กับ ประสบการณ์ 15 ปีด้านวิสาหกิจ และ สตาร์ทอัพ ทั้งในยุโรปและเอเชีย
          มร.แอนดี้ เซน นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, มร.เอรี่ เรคโซโพรดโจ ประสบการณ์ 26 ปีด้านวาณิชธนกิจ และการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ
          โดยการลงทุนในกองทุนแรกที่ Kejora Ventures เข้าไปลงทุนไปแล้ว 27 บริษัทได้สร้างผลตอบแทน (IRR) อยู่ที่ 200% จากการลงทุนในระยะที่ 1 อาทิเช่น C88 Fintech Group, Qareer Group Asiaและ Money Table เป็นต้น
          มาถึงการลงทุนกองที่ 2 นี้ Kejora Ventures เข้ามาเปิดสำนักงาน ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ด้วยเงินทุนตั้งต้น 80 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็น สำนักงานแห่งที่ 4 จากที่เคยเปิดสำนักงาน ไปแล้วก่อนหน้านี้คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ พร้อมกับที่ ชัชวาลย์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบนิเวศให้กับสตาร์ทอัพไทย และต่างประเทศ
          "การเปิดตัวในไทยครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยมองว่า สตาร์ทอัพไทยจะโตไม่ได้ถ้าไม่รวมเอาตลาดอาเซียนเข้ามาไว้ด้วยกัน"
          โดยทิศทางการลงทุนจะให้ ความสำคัญกับขนาดของตลาดมาเป็นลำดับแรก และปัจจัยแห่งความสำเร็จ ของธุรกิจสตาร์ทอัพ
          เพราะ 65 ล้านคนในไทยอย่างเดียว อาจไม่มากพอที่จะผลักดันธุรกิจ สตาร์ทอัพให้ใหญ่ถึงระดับยูนิคอร์นได้ แต่หากรวมหลายๆ ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีมากกว่า 600 ล้านคน ชัชวาลย์ มั่นใจว่า สตาร์ทอัพที่ไอเดีย น่าสนใจบวกกับโอกาสในตลาดขนาดใหญ่ จะเป็นตัวนำทางให้เดินไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก
          "ถ้าเราดูสตาร์ทอัพทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จจะมีจุดเริ่มต้นในตลาด ขนาดใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ จีน ขณะที่ในภูมิภาคนี้ก็จะมีอินโดนีเซียที่ใหญ่ที่สุด  ทำให้มองว่า หากสตาร์ทอัพ มีไอเดียที่ดี เงินทุน การมีเน็ตเวิร์ค และพาร์ทเนอร์ที่ดีจะทำให้สตาร์ทอัพ เข้าใกล้ความสำเร็จได้ง่ายขึ้น"
          ด้วยจุดเด่นของ Kejora Ventures ที่ผู้ก่อตั้ง และพาร์ทเนอร์เป็นนักธุรกิจเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง "ตัวเร่ง" ให้สตาร์ทอัพเติบโต
          "เราจะใช้ Ecosystem ของ พาร์ทเนอร์ทั้งในประเทศไทยและ ต่างประเทศช่วยให้สตาร์ทอัพโตได้ อย่างรวดเร็ว เฉลี่ย 20-30% ซึ่ง การลงทุนมองไว้ในทุกระดับทั้ง Seed, Series A,B,C"
          นอกจากนี้ การมองหาสตาร์ทอัพ ดาวรุ่งแล้วใส่เงินลงทุนเข้าไปเพียง อย่างเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอ ชัชวาลย์ มองไว้ว่า อาจต้องจัดตั้งสตาร์ทอัพ ขึ้นมาเองด้วย โดยการมองหาไอเดีย ที่แปลกใหม่มีความน่าสนใจแล้วดึง พาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมลงทุน
          สำหรับการทำงานในส่วนของ กองที่ 2 นี้ ตั้งเป้าว่าจะลงทุนในสตาร์ทอัพกลุ่ม โลจิสติกส์, ฟินเทค และ อีคอมเมิร์ซ เป็นหลัก เพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ
          ทั้งนี้ ยังได้มีการโยกเอา 6 ดาวรุ่ง ที่ลงทุนไปแล้วในกองแรกเข้ามาไว้ใน กองที่ 2 ด้วยได้แก่ C88 Fintech Group,Qareer Group Asia, Etobee, Investree, Pawoon และ Money Table
          จากการเดินเกมครั้งนี้ ชัชวาลย์ เชื่อมั่นว่า ด้วยขีดความสามารถของ ผู้บริหารกองทุนและเครือข่ายธุรกิจ ที่กระจายอยู่ในตลาดหลักๆ ทั่วอาเซียนจะเป็นแรงส่งให้สตาร์ทอัพไทยโตได้ ในตลาดอาเซียน
          "ใครยึดหัวหาดได้ก่อนคนนั้นจะเป็นผู้ชนะ"
          เทคโนโลยีเปลี่ยนธุรกิจ
          ในศตวรรษที่ 18 เป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงด้วยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน  แต่ในศตวรรษนี้ ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ บอก เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นอย่างมาก มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจอย่างสิ้นเชิง
          Airbnb, Alibaba, Facebook และ Uber เป็น 3 ธุรกิจที่ยกตัวอย่างให้เห็นจากการดำเนินธุรกิจที่ ไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์ แต่ทำงานโดยใช้เทคโนโลยี เป็นหลัก
          "Airbnb ทำธุรกิจโรงแรมโดยที่ไม่มีห้องเป็นของ ตัวเองเลย Alibaba ค้าปลีกใหญ่ของโลกแต่ไม่มีสินค้า ของตัวเอง ส่วน Uber ก็ไม่มีรถเป็นของตัวเองเช่นกัน แต่ให้บริการได้ทั่วโลก แม้แต่ Facebook บริษัทมีเดีย แต่ไม่มีคอนเทนท์เป็นของตัวเอง" ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับธุรกิจดังกล่าวล้วนมีจุดเริ่มต้น จากตลาดที่ใหญ่ เช่น สหรัฐ มีขนาดตลาดมากกว่า 300 ล้านคน แล้วขยายไปโตในอีกหลาย ๆ ประเทศ
          "ตอบโจทย์ สตาร์ทอัพไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก" เป็นความตั้งใจของ ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ในการเดินหน้า "ปั้น" และ "ลงทุน" สตาร์ทอัพในไทยและในอาเซียน ให้แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระดับเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ด้วยอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดและด้วยวิธีการ ที่สั้นที่สุด ในมุมของนักลงทุนเองก็ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพในการนำนวัตกรรมเข้ามาเปลี่ยนแปลงในองค์กรเพื่อที่จะนำคู่แข่งไปข้างหน้า
          เป็นตัวเร่งสตาร์ทอัพให้มีอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุด ด้วยวิธีการที่สั้นที่สุด