อินเทอร์เน็ตจำเป็น? บนพื้นที่ชายขอบ

 พื้นที่ชายขอบ คือพื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมาก หรือที่เรียกว่า Zone C+ และ อยู่นอกเหนือขอบเขตการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)ภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
          ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)ดำเนินการ สำรวจพื้นที่ติดตั้งสัญญาณให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตามโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ ชายขอบ ภายใต้แผนการจัดการให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) พ.ศ. 2555-2559 ของสำนักงาน กสทช.
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เล่าว่า กสทช. พร้อมผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นลงพื้นที่หมู่ 7 หมู่บ้านขุนปั๋ง ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2532 ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งใน 3,920 หมู่บ้านในพื้นที่ชายขอบ ที่อยู่ในภาคกลาง 349 หมู่บ้าน ภาคเหนือ 2,027 หมู่บ้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,085 หมู่บ้าน และภาคใต้ 459 หมู่บ้าน
          ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว เป็นการขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ต เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pack)  จึงเชิญสื่อมวลชนและผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ร่วมสำรวจพื้นที่ด้วย และจะจัดประกวดราคาภายในเดือน เม.ย.นี้ที่สำนักงาน กสทช.
          สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานแบบมีสาย (Fiber Optic) เพื่อให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านในประเทศไทย ซึ่งมีทั้งหมด 74,965 หมู่บ้าน ขณะนี้มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เอกชนไปติดตั้งใช้งานได้แล้ว 30,613 หมู่บ้าน ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 24,700 หมู่บ้านอยู่ในความดูแลของกระทรวงดีอี และสำนักงาน กสทช. จะรับผิดชอบอีกจำนวน 19,652 หมู่บ้านที่เหลือ
          "พื้นที่ชายขอบทั้ง 3,920 หมู่บ้าน ได้จ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลค่า 20 ล้านบาท ออกสำรวจพื้นที่ในการจัดทำทีโออาร์และราคากลาง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส และให้ประชาชนได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับวงเงินที่ได้ดำเนินการไป" นายฐากร กล่าว
          นายจำลอง สกล ครูใหญ่โรงเรียนบ้านแม่ปั๋ง (สาขาขุนปั๋ง) กล่าวว่า หมู่บ้านขุนปั๋งมีครัวเรือนทั้งหมด 90 หลังคาเรือน ประชากรใน หมู่บ้านราว 200 กว่าคน ซึ่งในหมู่บ้านมีวัดเป็นศูนย์กลางและโรงเรียนขนาดเล็กภายใต้ชื่อโรงเรียนบ้านแม่ปั๋ง มีนักเรียนรวมกันทั้งสิ้น 22 คน โดยมีครู 2 คน คือตนและครูผู้ช่วย
          ทั้งนี้ ในโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์เพื่อสืบค้นข้อมูลทั้งหมด 4 เครื่อง รวมเครื่องคอมพ์ เพื่องานธุรการของครูที่ใช้งานมาตั้งแต่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต จนปัจจุบันโรงเรียนดังกล่าวใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ที่มีความเร็วน้อยมาก ส่วนสัญญาณมือถือภายในหมู่บ้านไม่สามารถใช้งานได้ โดยหากจะใช้งานจะต้องใช้เวลาขับรถ 1-2 ชั่วโมงลงมาจากหมู่บ้านเพื่อหาสัญญาณมือถือ เพราะหมู่บ้านอยู่บนภูเขาและทางที่ขึ้นก็ขรุขระเต็มไปด้วยก้อนหิน
          "หมู่บ้านขุนปั๋งนี้ใช้ไฟฟ้าจากไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งเริ่มมีใช้ราว 3 ปีที่ผ่านมาพร้อม ๆ กับการได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในโรงเรียน ประชาชนส่วนใหญ่จะมีอาชีพทำเมี่ยงขายเป็นอาชีพหลัก และปลูกกาแฟตามฤดูกาลขายเป็นอาชีพรอง โดยจะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงที่ คนในหมู่บ้านจะมีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 3-4 พันบาทต่อครัวเรือน" นายจำลอง กล่าว หาก กสทช.ทลายกำแพงการเข้าถึงเทคโนโลยี เชื่อว่าหมู่บ้านเล็ก ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายขอบห่างไกลเทคโนโลยีจะกลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ คนในหมู่บ้านมีงานทำ ไม่แห่กันเข้าไปหางานทำในเมืองหลวงอีกต่อไป.