"เอไอเอส" ประกาศสู้ยิบตา พ้อ! แข่งแจกเครื่องฟรีพังตลาดมือถือ

เอไอเอสไม่หวั่น ทรูเบียดขึ้นที่ 2 เผยยังเดินหน้าแข่งกัน3ค่ายเหมือนเดิมหวังปี นี้แข่งกันที่คุณภาพหลังโปรโมชั่นแจกเครื่องฟรีทำตลาดพังแพลมตั้งราคาประมูลคลื่นใหม่จากมาตรฐาน ราคาเดิมที่สูงลิ่วจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ธุรกิจโทรคมนาคมในอนาคต เพราะขนาดเอไอเอสยังแทบจ่ายไม่ ไหว
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ เอไอเอสเปิดเผยว่าจากการที่ฐานลูกค้ามือถือของบริษัททรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในนามทรูมูฟเอช ขยับแซงบริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดี แทคขึ้นมาเป็นอันดับ 2 นั้นในแง่การแข่งขันยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเอไอเอสยังคงต้องสู้กับผู้ ให้ บริการทั้ง 2 รายอยู่ดีไม่ว่าใครจะอยู่เบอร์อะไร
          "ไม่ว่าจะเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 ก็แข่งเท่ากันไม่ได้ประมาทใครแต่สิ่งที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นในปีนี้ คือการแข่งขันกันทำตลาดแบบสมเหตุสมผลเพราะต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมามีการแจกเครื่องฟรีเป็นจำนวนมากเราก็แจกด้วย ดีแทคอาจไม่ค่อยได้ร่วมสงครามแจกเครื่องฟรีสักเท่าไรตรงนี้ยอมรับว่าทำตลาดเสีย (Spoil )ไปพอสมควรซึ่งไม่ถูกต้อง ก็หวังว่าปีนี้ตลาดจะกลับเข้าสู่ การแข่งขันกันด้วยคุณภาพการให้บริการมากขึ้น"
          นายสมชัยกล่าวอีกว่าในปีนี้ คาดหวังว่าธุรกิจที่จะเป็นดาวรุ่งและทำรายได้ในระยะต่อไปได้แก่ธุรกิจอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงที่เอไอเอสเปิดตัวเป็นผู้ให้บริการรายล่าสุดในตลาดในนามเอไอเอสไฟเบอร์รวมทั้งบริการวีดิโอหนังหลังจากเพิ่งเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ช่องทีวียอดนิยมทั้ง HBO FOX Netflix อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยแผนธุรกิจราคาและกำหนดการเปิดตัวบริการช่องดังกล่าวได้
          โดยเอไอเอสหวังว่าภายใน 3 ปี ธุรกิจบรอดแบนด์จะทำสัดส่วนรายได้ แตะ 10% ของรายได้รวมจากเมื่อปีที่ผ่านมาทำรายได้ประมาณ 900 ล้านบาทไม่ถึง 1% ของรายได้รวมของเอไอเอสที่อยู่ ประมาณ 150,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจวีดิโอหนังนั้นเป็นรายได้ที่แบ่งกับพันธมิตรซึ่งไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักแต่ถือเป็นอนาคตที่ต้องก้าวไปเพราะคอนเทนต์วีดิโอจะเติบโตมากขึ้นแน่ต่อจากนี้
          "คอนเทนต์แบบนี้ ถ้าโตมาก ก็ได้ ส่วนแบ่งมากยกตัวอย่างการให้บริการฟังเพลงผ่านมือถือมี รายได้ ประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี ภายใต้อัตราเติบโตปีละ 10% ถ้าโต 20% ก็ได้ 1,600 ล้านบาท"
          ส่วนการที่เอไอเอสตัดสินใจเปิดตัวสู่ธุรกิจบรอดแบนด์นั้นก็เพราะเชื่อเช่นเดียวกับทรูซึ่งเป็นผู้ บริการบรอดแบนด์รุ่นพี่ว่าจะขยายตัวได้ดีในอนาคตซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจเนื่องจากเอไอเอสมี เป้าหมายขยับสู่การเป็นผู้ให้บริการ Digital Life Service Provider ไม่ใช่ผู้ให้บริการมือถือ (Operator ) เท่านั้น จึงต้องขยายบริการให้ครอบคลุมซึ่งคงเป็นเป้าหมายเดียวกับทรูขณะที่ดีแทคนั้นอาจมองแตกต่างโดยคิดว่าการยืนระยะแบบนี้ดีกว่าซึ่งไม่มีใครผิดใครถูกอีกทั้งการ ลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยงอย่างการลงทุนบรอดแบนด์ต้องใช้ระยะลงทุน 7-10 ปี จึงจะบรรลุจุดคุ้มทุนยาวกว่าการลงทุนเสามือถือ
          นายสมชัยยังกล่าวถึงการเปิดประมูลคลื่นใหม่ๆ ว่าเอไอเอสมีความสนใจที่จะเพิ่มจำนวนคลื่นเพื่อนำมาให้บริการลูกค้าไม่ว่าจะเป็นคลื่นที่จะถูกนำออกประมูลหรือคลื่นของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างทีโอที หรือแคทเพราะเอไอเอสกำลังหาจุดเติบโตใหม่ (New S-Curve 3 องค์ประกอบคือ 1.การลงทุน 2.การตอบรับจากผู้บริโภคและ 3.การสนับสนุนจากภาครัฐ เช่นการสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม
          "การตั้งราคาประมูลคลื่นในระดับสูงจากนโยบายที่ต้องการใช้ราคาประมูลเดิมเป็นบรรทัดฐานนั้นเป็นเรื่องที่เอไอเอสค่อนข้างกังวลเพราะถือเป็นภาระที่หนักหน่วงต่อผู้เข้าประมูลปัญหานี้จะเป็นปัญหาใหญ่ขนาดเอไอเอส ซึ่งถือว่ามีสภาพคล่องสูงสุดยังแย่เรามีภาระที่จะต้องจ่ายค่าประมูลคลื่น 4จี ประมาณ 60,000 ล้านบาทในอีก 4 ปี ถือเป็นภาระก้อนโตถ้าเปิดประมูลแล้วราคาต้องไม่ต่ำกว่าเดิมก็อาจมีกรณีประมูลมาก่อนแล้วมาตายเอาทีหลังกลายเป็นติดกระดุมผิดเม็ดตั้งแต่ต้น ถ้าตรงนี้มีการปรับกันใหม่ภาครัฐช่วยได้จะทำให้อุตสาหกรรมกระชุ่มกระชวยขึ้นมากแต่แน่นอนต้องเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ ประมูลในราคาสูงไปแล้วอย่างเอไอเอสและทรูด้วย".