"เน็ตแอพ"ผนึกพันธมิตรชู"ดาต้าแฟบริก"ขยายตลาดคลาวด์

 "เน็ตแอพ" เผยเทรนด์ไอทีตลาดอาเซียน ย้ำนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ปลุกธุรกิจลงทุนไอที ชี้ "ไทย" ผู้นำ "คลาวด์" เดินหน้าผนึกพันธมิตรรุกขยายตลาด "เอสเอ็มอี" ชูโซลูชั่น "ดาต้าแฟบริก" แก้ปัญหาลูกค้าย้ายข้อมูลง่ายขึ้น
          นายวีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็ตแอพ ประจำประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และภูมิภาคอินโดจีน ผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการข้อมูล กล่าวว่า แนวโน้มเทคโนโลยีไอทีที่น่าจับตาในตลาดอาเซียนในปีนี้มี 4 เรื่องคือ 1.การใช้เทคโนโลยีไฮบริดคลาวด์ขององค์กรต่าง ๆ 2.การใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ (Software-Defined Storage) 3.การเพิ่มความเร็วในการเขียนข้อมูลแฟลชสตอเรจ 10 เท่า และ 4.การลงทุนด้านไอทีขององค์กรที่เปลี่ยนไปใช้การเช่าใช้งานตามการใช้จริง ซึ่งธุรกิจของบริษัทเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มแฟลชสตอเรจถึง 160% ปีต่อปี
          สำหรับตลาดในประเทศไทยมีโอกาสใช้บริการคลาวด์สูงสุดในอาเซียนโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี เนื่องจากความง่ายและความคุ้มค่าในการลงทุน ทำให้เอสเอ็มอี สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นด้วยบริการต่าง ๆ ที่มีอยู่บนคลาวด์ ส่วนองค์กรใหญ่ ๆ เริ่มไปใช้ไฮบริด คลาวด์แล้ว โดยเฉพาะปีนี้จะไปเยอะขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
          "สาเหตุที่ภาคธุรกิจยังไม่กล้าไปคลาวด์ มี 3 ปัจจัย คือ 1.ยึดติดการลงทุนซื้อเครื่อง 2.เรื่องซีเคียวริตี้ และ 3.กฎหมายภาครัฐ ยังไม่ครอบคลุม แต่เทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน ธุรกิจคลาวด์ในไทยยังไปได้อีกเยอะ ซึ่งเราเองจะจับมือกับพาร์ตเนอร์มากขึ้น เพื่อให้โซลูชั่นต่าง ๆ ออกมาเหมาะสมต่อความต้องการของ ภาคธุรกิจให้มากที่สุด ปัจจุบันหลายองค์กรยังมีคำถามว่าจะใช้คลาวด์หรือไม่ แต่เรามองว่าควรตั้งคำถามว่าจะใช้คลาวด์ อย่างไรให้คุ้มค่า องค์กรใหญ่จำนวนมากใช้ไพรเวตคลาวด์ และเริ่มใช้ไฮบริดคลาวด์ บ้างแล้ว แม้จะยังไม่สมบูรณ์นัก"
          ขณะที่มูลค่าตลาดเอ็กซ์เทอร์นอลสตอเรจในไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ เติบโตเท่าใดนัก มีมูลค่าเฉลี่ยที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,400 ล้านบาท/ปี เนื่องจากการใช้คลาวด์ยังไปไม่ถึงระดับซอฟต์แวร์ และภาครัฐยังติดเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณล่าช้า ส่วนภาคเอกชนขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจ ซึ่งลูกค้าหลักของบริษัทจะเป็นกลุ่มพลังงาน, การเงิน และโรงงาน
          และปัจจัยที่จะช่วยให้เน็ตแอพเติบโต เป็นตัวเลข 2 หลัก มาจากลูกค้าที่ไปไฮบริด คลาวด์ และการมีโซลูชั่นดาต้าแฟบริก ที่ให้ลูกค้าเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างคลาวด์ ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า เนื่องจากเมื่อเลิกใช้คลาวด์แล้วจะเอาข้อมูลออกมาอย่างไร ซึ่งการนำข้อมูลออกมามีค่าใช้จ่ายที่สูง และจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะช่วยกระตุ้นภาคเอกชนให้ลงทุนเพิ่มขึ้น
          "ประเทศไทยมีการใช้โซเชียลมีเดีย เยอะมาก ทำให้ข้อมูลเยอะขึ้น ตรงนี้เป็นตัวช่วย ล่าสุดเน็ตแอพเป็นพาร์ตเนอร์กับไอเน็ต ทำให้สามารถเข้าถึงตลาดเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพได้มากขึ้น เวลาพูดกันว่าจะไปใช้งานคลาวด์ ตอนเสนอให้ใช้มักมีราคาถูกมาก แต่ไม่มีใครพูดถึงเวลาออก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากย้ายข้อมูลยาก ดังนั้นผู้ให้บริการจะคิดค่าเอาข้อมูลออก หรือเรียกว่าดาต้าทรานสปอร์ตชาร์จ แพงมาก ซึ่งเน็ตแอพมีโซลูชั่นดาต้าแฟบริก ที่จะช่วยให้เคลื่อนย้ายข้อมูลได้"