"ทีโอที"รับช่วงธุรกิจฮัลโหลบ้านรวบตลาดหลังสัมปทานหมดอายุ

หลังจากเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2559 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บมจ.ทีทีแอนด์ที โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งสิ้นสุดการให้บริการทุกบริการของ "ทีทีแอนด์ที"ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2560 เวลา 24.00 เป็นต้นไป พร้อมกับได้แจ้งให้ บมจ.ทีโอที ในฐานะผู้ให้สัมปทานบริการโทรศัพท์ประจำที่ในภูมิภาคแก่ "ทีทีแอนด์ที" เพื่อให้เข้าดำเนินการแทนทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2560 เป็นต้นไป
          โดย "มนต์ชัย หนูสง" กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า เดิมสัญญาสัมปทานการขยายบริการโทรศัพท์ในเขตภูมิภาคจำนวน 1.5 ล้านเลขหมาย ระหว่างทีโอที และทีทีแอนด์ที มีอายุ 25 ปี เริ่มตั้งแต่ 2 ก.ค. 2535 และจะสิ้นสุดในวันที่ 25 ต.ค. 2561 แต่เนื่องจากศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจึงเป็นเหตุให้ทีทีแอนด์ที หมดอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของตนเอง และได้แจ้งให้ทีโอทีดำเนินการตรวจนับรับคืนทรัพย์สินสัมปทานตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2560 และให้เสร็จภายใน 28 ก.พ. 2560 เพื่อปิดกิจการของทีทีแอนด์ที
          อย่างไรก็ตาม "ทีโอที" จะนำทรัพย์สินสัมปทานดังกล่าวไปให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องภายใต้บริการของ ทีโอทีเอง ซึ่งปัจจุบัน ทีทีแอนด์ทีมีลูกค้าเหลืออยู่ราว 357,000 ราย แบ่งเป็นลูกค้าธุรกิจ 32% ผู้บริโภคทั่วไป 63% และหน่วยงานภาครัฐราว 4% ทั้งหมดยังคงใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องมีการเปลี่ยนเลขหมายที่ใช้อยู่เดิมแต่อย่างใด เช่นกันกับที่จะสามารถหักค่าใช้บริการผ่านบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตได้ตามเดิม โดยใช้ช่องทางการบริหารจัดการ และการดูแลลูกค้าของทีโอทีได้ทั้งหมด
          นายมนต์ชัยกล่าวต่อว่า รายได้จากบริการของทีทีแอนด์ในแต่ละเดือนที่จะอยู่ที่ราว 80-90 ล้านบาท และมีมูลค่าทรัพย์สินที่มีการส่งมอบ ณ วันที่ 31 ม.ค. 2560 อยู่ที่ 57,536 ล้านบาท แต่เมื่อหักค่าเสื่อมราคาแล้วในปัจจุบันจะคงเหลือมูลค่าอยู่ราว 918 ล้านบาท โดยขณะนี้ ทีโอทีมีการตรวจนับทรัพย์สินแล้ว ส่วนคดีความ และข้อพิพาทต่าง ๆ ระหว่างกันไม่มีแล้ว
          "เงินส่วนแบ่งรายได้สะสมของทีโอที ณ 31 ม.ค. 2560 ที่ได้จากสัมปทานทีทีแอนด์ที อยู่ที่ 50,778.67 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งทีทีแอนด์ทีมีรายได้อยู่ที่ 73,696.75 ล้านบาท"
          ไม่เฉพาะสัมปทานโทรศัพท์ประจำที่ของทีทีแอนด์ทีเท่านั้น แต่ภายในปีนี้ "ทีโอที" มีคิวต้องเข้ามารับช่วงสัญญาร่วมการงานโทรศัพท์ประจำที่ระหว่างทีโอที กับ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่นที่จะถึงกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 26 ต.ค. 2560 นี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะรวมถึงการดูแลลูกค้าของทรูอีก 1.3 ล้านเลขหมายด้วย
          เมื่อรวมกับลูกค้าเดิมของ "ทีโอที" ที่มีอยู่ราว 3.75 ล้านเลขหมาย จะทำให้ "ทีโอที" กลายเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ประจำที่รายใหญ่ที่สุดเพียงเดียว
          ปัจจุบัน ทีโอที มีรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ราว 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากสัมปทานของทรูที่ราว 2,000 ล้านบาทต่อปี
          อย่างไรก็ตาม บมจ.ทีโอที และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ต่างมีข้อพิพาทระหว่างกันที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ทรู ฟ้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเรียกร้องให้ทีโอทีชำระเงินส่วนแบ่งรายได้จากการที่บริษัทนำบริการพิเศษมาใช้โครงข่ายของทรู ทุนทรัพย์ 15,415.37 ล้านบาท ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดเมื่อ วันที่ 17 ก.พ. 2549 ให้ทีโอทีจ่ายส่วนแบ่งรายได้ ให้ 9,175.82 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% แต่ทีโอทียื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2559 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดดังกล่าวแล้ว
          2.เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2548 ทรูฟ้องต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเรียกค่าเสียหายและส่วนแบ่งรายได้จากค่าโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ โดยอ้างว่าทีโอทีคำนวณไม่ถูกต้อง 8,407.68 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
          3.ทรูฟ้องเรียกส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศที่ทีโอทีได้รับจาก บมจ. กสท โทรคมนาคม ทุนทรัพย์ 1,968.70 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
          และสุดท้ายกรณีทีโอที ขอใช้สิทธิในการเข้าตรวจสอบทรัพย์สินผ่านสถาบันอนุญาโตตุลาการ ซึ่งทรูได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวน
          กรณีพิพาททั้งหลายจะมีผลต่อการโอนทรัพย์สินหลังสัมปทานสิ้นสุดหรือไม่ยังต้องรอดูกันต่อไป
          แต่แม่ทัพ "ทีโอที" มองว่า การรวมลูกค้าของทั้ง 3 บริษัทเข้ามาบริหารจัดการด้วยกันได้จะทำให้ "ทีโอที" สามารถออกแบบแพ็กเกจเพื่อให้เป็นทางเลือกกับลูกค้าได้อย่างครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชนที่มีจำนวนสาขาเป็นจำนวนมากจะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น แต่ทีโอทีต้องมีการลงทุนอัพเกรดโครงข่ายเพิ่มเติม คาดว่า จะใช้งบประมาณไม่เกิน 400 ล้านบาท
          ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานวิชาการ และจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่าโครงสร้างตลาดค้าปลีกบริการโทรศัพท์ประจำที่ สิ้นสุดไตรมาส 3/2559 มีผู้ให้บริการ 3 ราย ได้แก่ บมจ.ทีโอที, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และ บมจ.ทีทีแอนด์ที โดยทีโอทีมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 63.9% เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนทรูมีส่วนแบ่งตลาด 27.4% ลดลงจากไตรมาสก่อน 5% และ ทีทีแอนด์ที มีส่วนแบ่งตลาด 8.7% ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
          ขณะเดียวกันรายได้แต่ละเดือนในตลาดรวม มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ ไตรมาส 3/2559 มีรายได้เฉลี่ย 193 บาทต่อเดือน ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับข้อมูลในรายงานผลประกอบการของบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่ระบุว่า ณ ไตรมาส 3/2559 มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 1.34 ล้านราย มีรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย 214 บาท/เดือน ลดจาก 223 บาทต่อเดือน ณ สิ้นปี 2558 โดยมีรายได้จากการให้บริการเสียง (9 เดือนปี 2559) ที่ 3,583 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.9% ทั้งมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
          บรรยายใต้ภาพ
          ธุรกิจขาลง - บริการโทรศัพท์สาธารณะเป็นอีกธุรกิจในหมวดโทรศัพท์ประจำที่ แต่ปัจจุบันข้อมูลจาก กสทช. ระบุว่า ณ ไตรมาส 3/2559 มีรายได้เฉลี่ย/ตู้/เดือนอยู่ที่ 52 บาท ทั้งยังมีปัญหาหมดสัญญาเช่าพื้นที่ตั้งตู้กับกรุงเทพมหานคร จนต้องรื้อถอนในที่สุด