อานิสงส์ ไทยแลนด์ 4.0 ลงทุนไอทีพุ่ง 4 แสน ล.

 แม้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเป็นที่จับตาว่าทิศทางจะเป็นเช่นไร รวมถึงในบ้านเราเองด้วย แต่การปักธงชัดเจนมากสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่จะผลักดัน เต็มสูบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีผลอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนด้านไอทีในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
          "ณัฐศักดิ์ โรจนพิเชฐ" กรรมการผู้จัดการ ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น ประเทศไทยและเมียนมา เปิดเผยว่า ข้อมูลจากบริษัทวิจัยไอดีซี ระบุถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กรธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทยในปี 2559 ที่ผ่านมาระบุว่า มีมูลค่าราว 4 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 3.9% และคาดการณ์ว่า มูลค่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 5 แสนล้านบาท ภายในปี 2563 โดยในปี 2560 จะเป็นปีแรกที่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลจะเห็นผลเป็นรูปธรรม ต่อการลงทุนด้านไอทีในประเทศ แม้ตัวเลขอาจไม่หวือหวามากนัก เพราะองค์กรธุรกิจยังเลือกลงทุนตามที่มีการ ใช้งานจริง แต่ในส่วนของบิ๊กดาต้า, คลาวด์, โมบิลิตี้ และแอปพลิเคชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
          ส่วนเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก คือ บิ๊กดาต้า, อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์(IoT), เพย์เมนต์ บล็อกเชน และโซเชียลมีเดียจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำตลาดมากขึ้น
          "ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ความพยายามที่จะเข้าใจและเข้าถึงลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ รวมถึง โลเกชั่นเบสมาร์เก็ตติ้ง การทำตลาดด้วยดิจิทัลจะมีบทบาทมาก"
          ขณะที่ข้อมูลจากไอเอ็มซีระบุว่า ตลาดคลาวด์ในประเทศไทยจะเติบโตได้ ราว 16% โมบิลิตี้ 14% แต่เมื่อเทียบกับ ในระดับโลกแล้ว พบว่ามีการนำกระบวนการทำงานไปไว้บนคลาวด์อย่าง เต็มรูปแบบแค่ 6% ดังนั้นโอกาสเติบโตยังมีอยู่สูงมาก สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของออราเคิลเอง ที่คลาวด์เป็น กลุ่มธุรกิจที่เติบโตมากที่สุด โดยทั่วโลก ในส่วนของซอฟต์แวร์แอสอะเซอร์วิส และอินฟราสตรักเจอร์แอสอะเซอร์วิส โตกว่า 81% แต่ถ้ารวมส่วนของแพลตฟอร์มแอสอะเซอร์วิสจะโต 62% และในประเทศไทยเองก็มีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักเช่นกัน
          นอกจากนี้จากการสำรวจโดยออราเคิล ยังพบว่า การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรธุรกิจยังลดลงอย่างมาก เนื่องจากความนิยมในการใช้บริการ คลาวด์แทน โดยคาดว่าในปี 2568 ดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริษัทเป็นเจ้าของจะลดลงถึง 80% และมีการโยกงบประมาณในส่วนนี้ ไปใช้กับบริการคลาวด์แทน
          "ที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางก็มีการใช้งานมากขึ้น และความกังวลด้านซีเคียวริตี้จากการใช้งานบนคลาวด์ มีน้อยลงด้วย ดังนั้น ออราเคิลจะยังคงโฟกัสตลาดคลาวด์ พยายามทำให้ลูกค้าเดินหน้าสู่คลาวด์อย่างยืดหยุ่นมากที่สุด ด้วยการใช้โมเดลของอินฟรา สตรักเจอร์แอสอะเซอร์วิส และนำเทคโนโลยีอย่างแมทชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาผสมผสานด้วย โดยจะโฟกัสลูกค้ากลุ่ม ค้าปลีก การเงิน การธนาคาร อาหาร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเข้าไปในกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนให้กลายเป็นผู้ให้บริการคลาวด์แก่ลูกค้าด้วย"