ดาวเทียมไทยคม9ส่อเคว้ง.! "ดีอี-กสทช." สับสนตัวเองเรื่องใบอนุญาต

“ดีอี-กสทช.” สับสนตัวเองเรื่องใบอนุญาต
          มึนตึ้บนโยบายกระทรวงดีอี “ปลุกผีระบบสัมปทานดาวเทียม”ทั้งที่ไม่มีอำนาจ จนแผนยิงดาวเทียมใหม่ “ไทยคม 9” จ่อเคว้งกลางอากาศ เตือนรัฐ-กระทรวงดีอีหากสับสนบทบาท ระวังโคจรดาวเทียมของชาติอาจหลุดมือไป
          แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงกรณีรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมหารือกสทช.เพื่อหารือปัญหาในการกำกับดูแลกิจการดาวเทียมของประเทศ ว่า ล่าสุดดีอี ไม่สามารถหาแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการดาวเทียมสื่อสารของชาติได้ รวมทั้งไม่มีข้อยุติเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ว่า ควรกำหนดให้อยู่ในระบบใบอนุญาตหรือกลับไปอยู่ภายใต้สัมปทานเหมือนเมื่อก่อน
          ก่อนหน้านี้ดีอี ได้หารือประเด็นดังกล่าวกับกสทช.แล้ว แต่กสทช.ได้ให้คำแนะนำว่าเป็นเรื่องที่ดีอีต้องไปเจรจากับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เอง เนื่องจากที่ผ่านมา กสทช.ออกใบอนุญาตให้ไทยคมแล้วตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.)  หากนำเอาระบบสัมปทานกลับเข้ามาใช้ต้องเป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาล และตอนนี้ก็ติดขัดข้อกฎหมายอยู่
          โดยหากย้อนไปก่อนหน้านี้ดีอีเอง ได้เห็นชอบให้ THCOM ดำเนินการจัดสร้างไทยคม 7 และไทยคม 8 เพื่อให้ลูกค้ามีดาวเทียมและช่องสัญญาณใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ช่วยรักษาวงโคจรดาวเทียมของประเทศไม่ให้หลุดมืออีกด้วย ทั้งนี้ดีอี ได้ออกหน้าเจรจากับสหภาพโทรคมนาคม (ไอทียู) และเห็นชอบให้กสทช.ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนา คมให้แก่ THCOM ด้วย ทุกอย่างได้ดำเนินการไปตามครรลองของกฎหมายอยู่แล้ว
          “การที่จู่ๆ ไอซีทีเดิมจะดึงเอาดาวเทียมกลับเข้าไปอยู่ในระบบสัมปทานอีก เพื่อบังคับให้บริษัทเอกชนต้องจ่ายค่าสัมปทานเพิ่มขึ้น ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับนั้นจึงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้รัฐทำผิดกฎหมายและขาดความน่าเชื่อถือ และก่อนหน้านี้ กสทช.เองก็ยืนยันชัดเจนแล้วว่า ได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมให้แก่ไทยคมไปตามกฎหมายที่มีแล้ว หากจะนำเอาระบบสัมปทานกลับเข้ามาใช้ หรือจะเรียกเก็บรายได้อื่นเพิ่มเติม กระทรวงก็จะต้องไปเจรจากับภาคเอกชนเอาเอง แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป”
          แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่าดีอีและกสทช.น่าจะศึกษาบทเรียนจากการประมูลทีวีดิจิตอลที่รัฐบาลภูมิใจกันมากว่าประมูลแล้วได้เงินเยอะแต่เอกชนขาดทุน หลายรายต้องแพ็กกระเป๋ากลับบ้านเก่าไป จนท้ายที่สุดวันนี้รัฐบาลต้องมาแก้ปัญหาโดยการให้นายกฯและหัวหน้าคสช.ออกม.44 เยียวยาให้ กิจการดาวเทียมเช่นกัน วงโคจรดาวเทียมที่ชอบคิดกันว่า เป็นทรัพยากรของประเทศที่ต้องเอามาหารายได้ให้ภาครัฐนั้น จริงๆ แล้วควรดูสภาพตลาดด้วยว่า กิจการดาวเทียมต้องไปค้าขายแข่งขันกับต่างประเทศ หากรัฐเก็บค่าธรรมเนียมเกินความเหมาะสม เอกชนก็แข่งขันไม่ได้ สุดท้ายก็จะไม่มีใครกล้าลงทุนแม้แต่ภาครัฐเอง แม้แต่วงโคจรดาวเทียมของชาติก็อาจไม่สามารถจะรักษาเอาไว้ได้
          ส่วนความคืบหน้าการจัดสร้างดาวเทียมไทยคม 9 ที่ไทยคมได้เจรจากับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้เข้าร่วมลงทุนดาวเทียมสัดส่วน 30% จนถึงขณะนี้ยังรอกระทรวงดีอี ส่งเรื่องให้รัฐบาลเห็นชอบ นอกจากกสท.จะร่วมทุนในสัดส่วน 30% มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาทแล้ว ยังเป็นผู้บริหารการตลาดลูกค้าในประเทศไทยทั้งหมด ส่วนไทยคมจะหันไปทำตลาดต่างประเทศแทน
          “เรื่องนี้คาราคาซังมาหลายปีแล้ว หากรัฐยังไม่เร่งตัดสินใจระยะ 1-2 เดือนจากนี้ นอกจากประเทศไทยอาจสูญเสียสิทธิ์วงโคจรไปแล้ว แม้จะตัดสินใจให้เดินหน้าโครงการสร้างไทยคม 9 ออกมาอาจไม่ทันการแล้ว เพราะต้องใช้เวลาจองและจัดสร้างดาวเทียม 2-3 ปีถึงเวลานั้นลูกค้าที่หมดสัญญากับไทยคมอื่นๆ คงหันไปใช้บริการดาวเทียมต่างประเทศกันหมด และคงยากจะดึงกลับมาได้อีก”