"สมคิด"ลั่นไทย4.0สมดุลไม่ทิ้งชนบท กสทช.ลุยเน็ต2หมื่นหมู่บ้าน3ยักษ์ผนึกเร่งปั้นสตาร์ตอัพบสย.ร่วมด้วยช่วยค้ำประกัน

กสทช.เปิดแผนประมูลคลื่นความถี่ เร่งโครงการไฟเบอร์ออปติกสู่ 2 หมื่นหมู่บ้าน ปั้นเกษตรกรไฮเทค 'สมคิด'ย้ำไทยแลนด์ 4.0 ไม่ใช่แค่ดันเทคโนโลยีขั้นสูง
          'มติชน'เสวนา'ไทยแลนด์4.0'
          เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ กทม. บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จัดเสวนาหัวข้อ "ก้าวที่ 40 มติชนปาฐกถาพิเศษ "Push Forward ส่องเศรษฐกิจ 4.0 ปีไก่ทอง" มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค นายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมฟังจำนวนมาก
          ก่อนเริ่มเสวนา นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงานว่า มติชนก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2521 ผ่านวิกฤตการเมืองสังคมกับพี่น้องร่วมชาติมากว่า 40 ปี และพบว่าสังคมไทยมีความสามารถในการปรับตัวหาทางออกจากวิกฤต สามารถพลิกฟื้นแก้วิกฤตให้เป็นโอกาสมาด้วยปัจจัยต่างๆ กัน จนกระทั่งถึงวันนี้การเปลี่ยนแปลงทุกด้านโถมเข้ามาหาพร้อมกัน หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาการ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กูเกิลมองว่าใน 5 ปีจากนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านนี้จะมีขึ้นอย่างมหาศาล หรือโลกยุค 4.0 ไทยเองมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และมีบริษัทและองค์กรที่ตั้งเป้าที่จะเดินไปในรูปแบบนี้ แต่ในความเป็นโลก 4.0 หรือสังคม 4.0 มีข้อสงสัยกังขา ข้อถกเถียงอยู่หลายประการจึงได้รับเกียรติจากผู้เกี่ยวข้องมาอภิปรายอธิบายในเรื่องนี้
          'สมคิด'พอใจจีดีพีโตต่อเนื่อง
          จากนั้น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ "Push Forward ส่องเศรษฐกิจ 4.0 ปีไก่ทอง" ว่ายินดีกับเครือมติชนในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 40 อย่างมั่นคง ในโอกาสนี้ขอเล่าสิ่งที่คิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปี 2559 อยู่ที่ 3% เฉลี่ยทั้งปีโต 3.2% รู้สึกพอใจ เพราะปีที่แล้วไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจโลก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ มีภัยธรรมชาติ ประกอบกับตัวเศรษฐกิจโลกต่ำมาก เศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัวเหลือเพียง 2% แต่ไทยสามารถไต่ระดับจากปี 2557 โต 0.89% ปี 2558 โต 2.9% และปี 2559 โต 3.2% จึงถือว่าน่าพอใจมาก เป็นระดับการเติบโตที่ควรรักษาไว้
          นายสมคิดกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นต้องกระชากเศรษฐกิจไทยขึ้นมา หากปล่อยให้ทรุดลงจะกระชากขึ้นใหม่คงยาก ปีนี้พยายามทำให้ดีที่สุด เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น คาดว่าจะโต 3.4% การค้าโลกโต 3.6% ดังนั้นการส่งออกไทยปีนี้มองว่าจะโตกว่า 3-4%
          "ปีนี้ต้องช่วยกันผลักดันให้เป็นปีไก่ทอง เพื่อให้เห็นไก่ไข่เป็นทอง ถ้าไม่เชือดกันให้ตาย ไก่จะขันให้ดู ผมขอร้องว่าอย่าไปถอนขนไก่ เพราะปีนี้แนวโน้มต่างๆ เริ่มดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น จะมีส่วนช่วยในเรื่องการส่งออกอย่างมาก" นายสมคิดกล่าว
          'ไทยแลนด์4.0'ปลุกปั้นชนบท
          นายสมคิดกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่เกิน 50 บริษัท และมีบริษัทขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 2 หมื่นบริษัท จึงมีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทย การปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แต่เทคโนโลยีขั้นสูงและทอดทิ้งคนจน แต่จะต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีความสมดุลเรื่องความสามารถในการแข่งขันและความเท่าเทียมในชนบทด้วย
          นายสมคิดกล่าวว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจตามโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี นักลงทุนต้องได้สิทธิประโยชน์ไม่น้อยหน้าประเทศอื่นๆ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ จะพิจารณาเรื่องอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เข้ามาลงทุนในอีอีซี โดยให้เอกชนเลือกได้ว่าจะเสียในอัตราธรรมดาหรือเสียภาษีในอัตรา 17% ซึ่งต่ำกว่าอัตราทั่วไป ล่าสุดมีบริษัทยักษ์ใหญ่ติดต่อขอเข้ามาลงทุนในอีอีซีแล้ว และเร็วๆ นี้ นายกฯจะจัดตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อดูแลโครงการที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วทั้งหมดในรัฐบาลนี้ ทุกโครงการที่ได้รับการอนุมัติจะต้องถูกตรวจสอบว่ามีการเบิกจ่ายอย่างไร หรือมีช่องที่ทำให้เอื้อต่อการทุจริตหรือไม่ (อ่านรายละเอียด น.2)
          กสทช.วาง4แนวหนุน
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กสทช.พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการเดินหน้านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก คือ 1.การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานแบบไร้สาย โดยในปีนี้ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เตรียมจะคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ให้ กสทช. เพื่อนำคลื่นดังกล่าวออกประมูล จำนวน 90 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งออกเป็น 3-4 ใบอนุญาต ขณะนี้ กสทช.อยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... คาดว่าจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการได้ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2560 จากนั้น กสทช.จะเดินหน้าสู่กระบวนการจัดทำหลักเกณฑ์การประมูลและกำหนดราคา โดยให้มหาวิทยาลัยและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) เข้ามามีส่วนร่วม คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ประมาณเดือนธันวาคมนี้
          เปิดแผนประมูลคลื่นความถี่
          นายฐากรกล่าวว่า ในปี 2561 กสทช.ยังเตรียมแผนดำเนินการจัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งออกเป็น 3 ใบอนุญาต และคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งออกเป็น 1 ใบอนุญาต ก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในเดือนกันยายน 2561 ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนผ่านได้ทันที ซึ่ง กสทช.เห็นว่าราคาตั้งต้นการประมูลต้องไม่ต่ำกว่าราคาคลื่นความถี่ย่าน 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ หรือการประมูล 4จี เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด
          นายฐากรกล่าวว่า ในช่วงราวปี 2563 กสทช.ยังมีแผนดำเนินการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ซึ่งเมื่อประมูลจนครบ จะทำให้ประเทศไทยมีคลื่นความถี่ใช้เพิ่มเติมอีก 380 เมกะเฮิรตซ์ ร่วมกับที่มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 420 เมกะเฮิรตซ์ จะทำให้ประเทศไทยมีคลื่นความถี่รวมกันทั้งหมด 800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่ามาตรฐานของไอทียู และจะทำให้ไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ที่มีการใช้คลื่นความถี่มากที่สุดในอาเซียน เป็นการทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง หลังจากล่าช้ามานาน
          "วงเงินที่ทาง กสทช.ประเมินขั้นต่ำไว้ว่าจะได้จากการเปิดการประมูลทั้งหมดประมาณ 7-8 ใบอนุญาต มีมูลค่าทั้งสิ้น 539,035 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเงินเข้ามาใช้ในการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกมาก" นายฐากรกล่าว
          เร่งโครงการไฟเบอร์ออปติก
          นายฐากรกล่าวว่า 2.การสนับสนุนโครงข่ายพื้นฐานแบบมีสาย (ไฟเบอร์ออปติก) กสทช.จะดำเนินการโครงการไฟเบอร์ออปติก จำนวนทั้งสิ้น 19,652 หมู่บ้าน ซึ่งภายในเดือนมีนาคม กสทช.จะมีการออกกฎการประกวดราคา หลังจากนั้นจะเปิดประมูล รวมทั้งทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป และจะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิถุนายน 2561 3.การสร้างความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งอี-แบงกิ้ง, อี-เพย์เมนต์ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่ง กสทช.จะต้องสร้างความเข้าใจและความมั่นใจแก่ประชาชนให้ได้ โดยจะมีการลงทะเบียนซิมการ์ดในส่วนของผู้ที่ซื้อซิมการ์ดใหม่ และผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยในการใช้งานโทรศัพท์ จะต้องสแกนลายนิ้วมือและข้อมูลบัตรประชาชนผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลจากกรมการปกครอง เพื่อเป็นการยืนยันตัวบุคคล ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนซิมได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป
          วางเป้าพัฒนาเกษตรกรไฮเทค
          นายฐากรกล่าวว่า 4.การส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ให้กับประชาชนในการสร้างด้านเนื้อหา ซึ่งขณะนี้ผู้ให้บริการมือถือกำลังร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร เตรียมลงพื้นที่สร้างความรู้และเข้าใจการใช้มือถือแก่เกษตรกร จำนวน 4 ล้านเลขหมาย ให้สามารถเปลี่ยนผ่านโทรศัพท์จากระบบ 2จี ไปสู่ระบบ 3จี รวมทั้งเกษตรกรยังได้รับข้อมูลด้านการเกษตรมุ่งสู่การเป็นสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ควบคู่ไปด้วย
          "เมื่อทำได้ทั้ง 4 แนวทางหลัก ผมเชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อภูมิทัศน์ของประเทศไทยใน 3 ด้าน คือ 1.ประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่โลกดิจิทัล ทุกคนได้รับข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลทุกที่และทุกเวลา เกิดผู้ประกอบการชุมชน สตาร์ตอัพระดับท้องถิ่นมากขึ้น 2.สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจเปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ อาทิ การธนาคาร ปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัล แบงกิ้ง การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ทั้งสมาร์ท ซิตี้ สมาร์ท โฮม 3.ประสิทธิภาพของการทำธุรกิจที่สูงขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนจะต้องมีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล ถ้าเราอยู่กับที่ก็เหมือนเราถอยหลัง ถ้าเราเคลื่อนตัวช้า ก็เหมือนกับเราอยู่กับที่ ดังนั้นถ้าเราอยากจะไปให้เร็วเท่ากับนานาอารยประเทศ เราจึงต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะก้าวทันประเทศอื่นๆ" นายฐากรกล่าว
          'เอไอเอส'ชี้ธงนำสตาร์ตอัพ
          นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่า การนิยาม สตาร์ตอัพอยากให้พิจารณาใน 4 อย่าง คือ 1.คนที่มุ่งมั่นอยากทำธุรกิจใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมใหม่ๆ 2.ธุรกิจที่ทำจะต้องมีแนวโน้มก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว 3.โมเดลธุรกิจสามารถก๊อบปี้และขยายต่อโดยง่าย ไม่ต้องลงทุนมหาศาลก็ประสบความสำเร็จ เช่น อูเบอร์จากสหรัฐมาไทย ก็เปิดบริการได้ทันที และ 4.เป็นธุรกิจที่คนอื่นๆ อยากเข้ามาร่วมลงทุน
          นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนไทยแลนด์ 4.0 ต้องสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม การที่นายสมคิดบอกเพิ่มเติมว่า ไทยแลนด์ 4.0 ไม่ได้อยู่แค่อุตสาหกรรมใหญ่และอุตสาหกรรมไฮเทค แต่จะต้องเกิดในพื้นที่ภูมิภาคด้วย เป็นคำอธิบายเพิ่มเติมที่ดี ดังนั้นรายย่อยต้องเกิดขึ้นและแข็งแรง นี่คือความสำคัญของไทยแลนด์ 4.0
          ผลักดันสตาร์ตอัพสู่ธุรกิจ
          นายสมชัยกล่าวอีกว่า ในการส่งเสริมสตาร์ตอัพและไทยแลนด์ 4.0 เอไอเอสในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ สิ่งที่ทำให้ก้าวกระโดดไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีไอที หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือฐานลูกค้าที่เอไอเอสมี ถือเป็นเน็ตเวิร์กสำคัญ เอไอเอสลงทุนกว่า 1.87 แสนล้านบาทด้านเน็ตเวิร์กมาตลอด 25 ปี และในช่วงมา 5 ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง ใช้เงินลงทุนถึง 1.5 แสนล้านบาท เข้าถึงลูกค้าได้ 41 ล้านเลขหมาย ในวันนี้เอไอเอสมีความพร้อม
          "เราจะเล่นบทบาทกับของที่มี กับสตาร์ต อัพไทยอย่างไรนั้น นอกจากสินค้าบริการที่มีแล้ว พอ 3จี 4จี เข้ามากว่า 40 ล้านเลขหมาย เกินครึ่งเข้าสู่อินเตอร์เน็ตได้ และจะเห็นเทรนด์สร้างสตาร์ตอัพขึ้นมา เราเป็นรายแรกๆ ที่พูดถึงสตาร์ตอัพ เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา เปิดให้ส่งไอเดียใหม่ๆ เข้ามาประกวด แล้วคัดสรรไปร่วมแข่งขันนานาชาติ คนที่ชนะจะได้เงินทุน โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มี 6,000 คนเสนอไอเดียเข้ามา อย่างไรก็ตามมีสตาร์ตอัพ 25 รายที่เติบโตและสามารถทำธุรกิจได้จนถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกันมีเงินลงทุนเข้ามาสู่ สตาร์ตอัพรวมถึง 150 ล้านเหรียญสหรัฐ มีผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นทั้งในประเทศและกำลังขยายสู่ต่างประเทศรวม 30 ผลิตภัณฑ์ และมีลูกค้าใช้ถึง 1 ล้านคน" นายสมชัยกล่าว
          หลังจากนี้'ดิจิทัลเท่ากับโอกาส'
          นายสมชัยกล่าวว่า ในปี 2560 มองว่าจะเป็นปีที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากปีนี้เป็นต้นไปโลกจะก้าวเข้าสู่ยุค Internet of Things (ไอโอที) โดยในช่วง 4-5 ปีหลังจากนี้ (2560-2563) จะเป็นยุค 4จี ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความเร็วของอินเตอร์เน็ตและเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และปี 2563 เป็นต้นไป จะเข้าสู่ยุค 5จี หรือคอมเมอเชียลไลฟ์ อุตสาหกรรมดิจิทัลหรือโทรคมนาคมจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรม โดยที่เริ่มเห็นในช่วงนี้ ดังนั้นบทบาทของดิจิทัลหลังจากนี้จะแปรเป็นสมการได้ว่า ดิจิทัลเท่ากับโอกาส
          นายสมชัยกล่าวว่า ทิศทางของเอไอเอส หลังจากนี้จะรองรับการให้บริการด้านดิจิทัลในแบบ digital platform โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.digital transformation ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในระดับกิกะไบต์ และ 2.การสร้างเน็ตเวิร์กให้กับ สตาร์ตอัพ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้จริงและรวดเร็ว สามารถสร้างเครือข่ายไปยังฐานลูกค้ากว่า 41 ล้านเลขหมาย โดยอุตสาหกรรมแต่ละประเภทจะใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของเอไอเอส เพื่อกระจายสินค้าและบริการไปทั่วประเทศ
          เม.ย.ตั้งศูนย์ข้อมูลสตาร์ตอัพ
          นายสมชัยกล่าวว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เอไอเอสประกาศแผนธุรกิจปี 2560 มีทั้งผู้ที่ชื่นชมและโจมตี บ้างมองว่าเอไอเอสกำลังขายข้อมูลของฐานลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะแนวโน้มในอนาคตจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลบิ๊กดาต้า และนอกจากบทบาทการสนับสนุนสตาร์ตอัพ เอไอเอสยังเข้าไปสนับสนุนในภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ Digital for Thai ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการเข้าไปถึงคนรากหญ้าในต่างจังหวัดด้วย ขณะนี้เอไอเอสจึงพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนคนทุกระดับได้จริง
          "การสร้างสตาร์ตอัพจะเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้ไทยแลนด์ 4.0 เกิดขึ้นได้จริง และในเดือนเมษายนนี้เอไอเอสจะตั้ง Designed for Creation Center หรือดีซีขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูล สนับสนุนสตาร์ตอัพอย่างจริงจัง เนื่องจากผลสำรวจความเห็นของเหล่าสตาร์ตอัพพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเงินทุน แต่ต้องการ customer access หรือเกตเวย์ เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จากภาครัฐ อาทิ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอไอเอสพร้อมสนับสนุนสตาร์ตอัพและให้ความร่วมมือกับแนวทางของรัฐบาล เพื่อก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0" นายสมชัยกล่าว
          แนะเร่งมือรับศก.ดิจิทัลเต็มรูป
          นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศต่างๆ บนโลกกำลังพูดถึงการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2564 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า หมายถึงประเทศไทยเหลือเวลาอีกไม่มากในการก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคถัดไป ฉะนั้น เศรษฐกิจดิจิทัลคือทิศทางที่ทุกประเทศกำลังเดินหน้า สะท้อนได้จากประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้ประเทศสิงคโปร์ได้ถูกจัดเป็นอันดับ 1 มาเลเซียมีระดับการพัฒนามากที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย ขณะที่อินเดียประกาศใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เช่น ยกเลิกการใช้งานธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี เพื่อก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด
          ดีแทคในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัล เห็นแนวโน้มนี้ตั้งแต่ในปี 2556 จึงได้จัดตั้ง dtac accelerate ในการบ่มเพาะ ให้ความรู้ และป้อนสตาร์ตอัพสู่ตลาดโลก ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีสตาร์ตอัพสมัครเข้ามาในโครงการรวมแล้วกว่า 1,000 ราย และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 2,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา สามารถสร้างงานรวมแล้วกว่า 10,000 ตำแหน่ง มีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาแล้วกว่า 150 ล้านบาท
          จี้กสทช.ทำแผนจัดสรร'ความถี่'
          นายลาร์สกล่าวว่า อุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจยุคดิจิทัลของไทย ดีแทค มองว่ามาจากการใช้งานคลื่นความถี่ ซึ่งประเทศไทยมีอุปสงค์สูงมาก ประเทศอื่นๆ มีการกำหนดแผนงานการจัดสรรคลื่นความถี่ (spectrum roadmap) ระยะยาวไปถึงปี 2564 เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีอุปสงค์สูงมากแต่ยังไม่มีเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการก้าวเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 จึงหวังว่า กสทช.จะทำในสิ่งที่ให้คำมั่นว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดและจัดหาทรัพยากรด้านคลื่นความถี่อย่างเพียงพอ
          นายลาร์สกล่าวว่า ความท้าทายประเทศไทย 4.0 เมื่อกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ แต่จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า 40% ของประชากรยังไม่ได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ต (unconnected) ถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก และ 67% ของกลุ่มนี้บอกว่าใช้ไม่เป็น 31% และระบุว่าอินเตอร์เน็ตไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้ จากดัชนี Network Readiness Index จัดทำโดย World Economic Forum ที่วัดความพร้อมในการใช้ประโยชน์และโอกาสจากเทคโนโลยี ซึ่งสิงคโปร์รั้งอันดับ 1  ของโลก ขณะที่มาเลเซียมีระดับการพัฒนามากที่สุด โดยเป็นผู้นำในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย และรั้งอันดับที่ 31 ของทั้งโลก สำหรับไทยอยู่ในอันดับที่ 62 จากทั้งหมด 139 ประเทศ โดยคะแนนในส่วนกฎหมายและผล กระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศรอบข้าง
          ดิจิทัลลดช่องว่าง'ไม่เท่าเทียม'
          นายลาร์สกล่าวด้วยว่า ทำไมดิจิทัลจึงเป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโลกยุคนี้ คำตอบก็คือความเท่าเทียมในสังคม โลกใบนี้ได้ต่อสู้กับปัญหาความเท่าเทียมและความไม่สมดุลในการพัฒนาเป็นระยะกว่า 100 ปี แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านไปช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกลับกว้างขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ 1% ประชากรโลกเป็นเจ้าของสินทรัพย์กว่า 50% ขอคนทั้งโลก ขณะที่คนราว 50% ถือครองทรัพย์สินเพียง 1% ของทรัพยากรบนโลกใบนี้ นอกจากนี้ คนรวย 10% ของคนทั้งโลกถือครองความมั่งคั่งถึง 90% แต่ดิจิทัลได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถปิดช่องว่างเหล่านั้นได้ เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน
          "สตาร์ตอัพถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างความเท่าเทียมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและแนวคิดในการประกอบกิจการ ปัจจุบันไม่ว่าใครก็สามารถเริ่มธุรกิจและเป็นผู้ประกอบการได้ เพียงแค่มีความรู้และเงินทุนที่น้อยกว่าเดิม เพียงแค่คุณมีไอเดียและขายให้กับนักลงทุน หากมันมีศักยภาพ คุณก็จะเริ่มธุรกิจในฝันของคุณได้" นายลาร์สกล่าว
          'ทรู'ชี้วันนี้'ปลาเร็วกินปลาช้า'
          นายธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้มีแนวโน้มต่างๆ ที่ต้องให้ความสำคัญ คือ 1.โลกขณะนี้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เวลาเปิดตัวสินค้าในแต่ละประเทศง่ายมาก จะเกิดพร้อมๆ กัน 2.โลกที่เร็วกว่าเดิม หากทำวิธีเดิม ขนส่งสินค้าแบบเดิม การแข่งขันระยะยาวจะยาก วันนี้เป็นยุคปลาเร็วกินปลาช้า ไม่ใช่ยุคปลาใหญ่กินปลาเล็ก 3.โลกที่ถูกกว่าเดิม แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โจทย์ของไทยแลนด์ 4.0 คือจะทำได้ดีแค่ไหนในภาพรวมของระบบ
          นายธีระพลกล่าวว่า เมื่อ 20 ปีก่อน เศรษฐกิจไทยโต 7-8% ในปีที่ผ่านมาโต 3.2% ขณะที่เศรษฐกิจโลกฟุบลง จึงต้องการตัวผลักดันสำคัญคือกลุ่มสตาร์ตอัพ ขณะนี้มีสตาร์ตอัพรวมทั่วโลกที่มีเงินทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีสตาร์ตอัพที่โดดเด่น 229 ราย นอกจากนี้มีคำถามว่าอะไรคือไทยแลนด์ 4.0 ตนมองว่าไม่ได้เป็นลำดับว่าจาก 1 ไป 2 ไป 3 ไป 4 ขณะเดียวกัน 4.0 เองต้องลงมาเปลี่ยน 1.0 ด้วยการพัฒนาคน ให้มีความรู้เป็นของตัวเอง
          ยุค4.0ต้องทำน้อยได้มาก
          "ยุค 4.0 แปลง่ายๆ คือ เปลี่ยนจากทำมากได้น้อย มาให้เป็นทำน้อยได้มาก ด้วยการสร้างความได้เปรียบสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งโจทย์ว่าสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเอกลักษณ์หรือไม่ ดูความต้องการตลาด แล้วให้สตาร์ตอัพ นำข้อมูลเหล่านี้มาเติมเต็มธุรกิจที่มีอยู่ บนฐานของต้นทุน เช่น ทรัพยากร วัฒนธรรมที่โดดเด่น ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพ คุณภาพสูง นำสู่ต้นทุนต่ำ และแข่งขันได้ สิ่งสำคัญคือ วันนี้รากฐานเราคือธุรกิจการเกษตร ที่จะสร้างการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับระบบโลจิสติกส์" นายธีระพลกล่าว และว่า ขณะนี้ทรูอยู่ระหว่างสร้าง True digital park เพื่อเป็นฮับด้านวิจัยและพัฒนา ใช้เงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท คาดว่าอีกประมาณ 2 ปี การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ
          บสย.พร้อมหนุนเอสเอ็มอี2.7ล.ราย
          นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ว่า บสย.เป็นส่วนหนึ่งกลไกลของรัฐ เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นผู้ออกหนังสือค้ำประกันให้เอสเอ็มอี ดังนั้นเมื่อไทยก้าวเป็น 4.0 บสย.ต้องเข้าไปช่วยเพื่อให้เอสเอ็ม อีเข้มแข็งเป็นรากฐานของประเทศ
          "บสย.ถือเป็นโซ่ข้อกลางของแหล่งเงินทุน เพื่อให้แบงก์มั่นใจว่าเมื่อปล่อยสินเชื่อไปแล้วมี บสย.ค้ำประกันให้ ส่วนเอสเอ็มอีสบายในเรื่องหลักประกัน ไม่ได้ไปคิดหาหลักประกัน จะได้นำเวลาไปคิดเรื่องนวัตกรรมที่จะนำมาพัฒนาสินค้าและบริการแทน นี่คือภาพรวม บสย.มีหน้าที่เติมเต็มระหว่างผู้ประกอบการและแบงก์" นายนิธิศกล่าว
          นายนิธิศกล่าวว่า จากตัวเลขของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีเอสเอ็มอีในไทย 2.7 ล้านราย แต่ บสย.เข้าไปค้ำประกันเพียง 2 แสนราย วงเงินค้ำประกันรวม 5 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้วงเงินค้ำประกันคงเหลือ 3 แสนล้านบาท ยังมีเอสเอ็มอีเข้าไม่ถึงการค้ำประกัน บสย.ถึง 2.5 ล้านราย จึงถือเป็นภารกิจที่ บสย.ต้องให้กลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้
          แจงโครงการค้ำประกัน3กลุ่ม
          นายนิธิศกล่าวว่า ขณะนี้ บสย.มีโครงการค้ำประกัน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสตาร์ตอัพ อินโนเวชั่น มีเงินวงเงินค้ำประกัน 1 หมื่นล้านบาท กลุ่มรายย่อย พ่อค้า แม่ขาย ต้องการใช้เงินกู้ไม่เกิน 2 แสนหลักประกันไม่เกิน 2 แสนบาท มีวงเงินค้ำประกันรวม 13,500 ล้านบาท และโครงการค้ำประกันระยะที่ 6 (พีจีเอส 6) วงเงินค้ำประกันรวม 1 แสนล้านบาท ขณะนี้เพิ่มเงื่อนไขค้ำประกันว่าต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี เมื่อมาใช้บริการ บสย. เพราะเป็นนโยบายรัฐบาลต้องการให้เอสเอ็มอีอยู่ในฐานภาษี และมีนโยบายสำคัญผลักดันให้เอสเอ็มอีเติบโต
          "ญี่ปุ่น เกาหลี เอสเอ็มอีของเขาเติบโตมาก เพราะรัฐบาลช่วยเต็มที่ ทุ่มเงินเต็มที่ เท่าไรเท่ากัน เอสเอ็มอี 100 ราย อยู่ได้ 5 รายถือว่าเก่งแล้ว ดังนั้น ตรงนี้เป็นภาพรวมเพื่อให้ทราบว่า บสย.พร้อมเป็นนายประกันให้เอสเอ็มอี ถ้าท่านทำธุรกิจเลิกคิดว่าจะมีหลักประกันเพื่อนำไปกู้หรือไม่ ท่านควรเป็นเอสเอ็มอี 4.0 เลิกคิดเป็นหลักประกัน เพราะ บสย.จะเป็นนายประกันให้"