"พิเชฐ"สร้างมิติใหม่"ดีอี"เร่งปั้น"ชุมชนดิจิทัล"

"ภายใน 5 ปีจากนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์"
          นายพิเชฐ  ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "มิติใหม่ กระทรวง ดีอี" ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอทีพีซี) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
          พร้อมระบุว่า การเปลี่ยนชื่อจาก กระทรวงไอซีทีเป็นกระทรวงดิจิทัลนั้นเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ดิจิทัลเป็น การพัฒนาทั้งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม นอกจากนี้ขอบเขตของทั้ง 2 ชื่อ ยังมีความแตกต่างกันด้วยจากเทคโนโลยี ที่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน ปลายทาง ดิจิทัลคือการทำให้ผู้ใช้บริการของภาครัฐ ได้รับความสะดวกจากการให้บริการอย่างแท้จริง
          นายพิเชฐ กล่าวถึง อี-ซิติเซ่น (e-Citizen) ซึ่งจะเป็นอีกเรื่องสำคัญ แม้จะ ถูกกล่าวถึงมานานกว่า 20 ปี เนื่องจากเป็น ปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบการให้บริการประชาชนด้วย
          หน้าที่ของไอทีคือการส่งข้อมูล การ สร้างปฏิสัมพันธ์ และการทำธุรกรรม ไม่ว่าระยะเวลาจะเปลี่ยนไปนานเพียงใด ก็ยังประกอบด้วย 3 ปัจจัยดังกล่าว อาจ แตกต่างเพียงมิติความลึกเท่านั้น ทั้งนี้ มองว่า ภายใน 5 ปีจากนี้ การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น จะกระทบกับการใช้ชีวิต ประจำวันมนุษย์
          อีกด้านที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อแวดวงสื่อมวลชนอย่างไร ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนง ต้องมีการนำเสนอข่าวสารให้เกิดความ น่าสนใจและก้าวทันเทคโนโลยี
          ทั้งนี้ กระทรวงดีอีเห็นความสำคัญ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งต้องเริ่มต้นจากระบบการศึกษา หากสังคมไม่เข้มแข็ง แรงงานที่กระจุกตัวในเมืองหลวง อาจ ก่อให้เกิดปัญหาในเมืองใหญ่ และ ส่งผลกระทบต่อปัญหาในชนบทที่มีแต่คนสูงวัยได้
          "กระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับการ พัฒนาพื้นที่ห่างไกลในโครงการเน็ตประชารัฐ (โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่าน สื่อสัญญาณสายเคเบิลใยแก้วนำแสง) ที่ปีนี้ ได้ให้ทีโอที ติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทุกหมู่บ้าน โดยตั้งเป้า 24,700 หมู่บ้าน และรวมกับหมู่บ้านที่มีอยู่แล้วให้ครอบคลุม ทั่วประเทศอย่างเร็วที่สุด
          นายพิเชฐ กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังติดตั้งอยู่ขณะนี้ กระทรวงดีอีจะเดินหน้าโครงการดิจิทัลชุมชน คู่ขนาน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการสร้างนวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาอย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดอีคอมเมิร์ซระดับชุมชน แม้จะยาก ในระดับชาวบ้าน แต่หากทำได้จริงจะสามารถ ลดปัญหาพ่อค้าคนกลาง ทั้งการขนส่ง การขาย การเข้าถึงลูกค้าด้วยช่องทางดิจิทัล ที่ก่อให้เกิดพื้นที่กลางในการซื้อขายโดยง่าย
          สิ่งสำคัญคือการนำเสนอวิธีคิดที่ง่ายสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้โดยเร็ว เพื่อสนับสนุนให้เกิดศูนย์ดิจิทัลชุมชน ซึ่งอาจขยาย สู่รูปแบบการท่องเที่ยวได้ด้วย แม้รูปแบบดังกล่าวจะดำเนินงานได้ยากแต่เชื่อว่าสามารถทำได้
          "กระทรวงไอซีทีไม่ได้หายไป แต่โครงสร้างประเทศไทยแตกต่างจากในต่างประเทศ ซึ่งมีความพร้อมสูง อำนาจที่สามารถดำเนินการ ได้ คือมีคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีสำนักงานคณะกรรมการ มีสำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และกองทุนเพื่อดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจ"
          ฮับ'ดิจิทัล อาเซียน'ต้องเกิด
          อีกหนึ่งแนวคิดที่กระทรวงดีอี จะโฟกัสมากเป็นพิเศษ ต่อจากนี้คือแนวคิดการสร้าง "ดิจิทัลพาร์ค ไทยแลนด์" หรือเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านดิจิทัล หวังให้เกิด การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างสรรค์งานด้านดิจิทัลใน รูปแบบต่างๆ อาทิ แอพพลิเคชั่น ศูนย์บริการจัดเก็บ ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์อัจฉริยะ ต่างๆ ที่สามารถเชื่อม ต่อกับอินเทอร์เน็ต ออฟธิงส์(ไอโอที) เพื่อนำไปสู่การให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ด้านนวัตกรรมด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
          ดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ มีแผนจะตั้งขึ้นบนเนื้อที่ 500 ไร่ ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พื้นที่ภายในจะแบ่งเป็นโซนต่างๆ เช่นศูนย์นวัตกรรมด้านดิจิทัล สถาบันวิจัยด้านดิจิทัล ที่ตั้ง บริษัทด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ระดับโลก  สถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านดิจิทัล ที่พักอาศัยสำหรับนักวิจัย และผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งยังมีพื้นที่สีเขียว เพื่อสนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ คาดหากดำเนินการแล้วเสร็จพื้นที่ดังกล่าวยังกลายเป็นชุมชนด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุด
          ของภูมิภาคอาเซียน
          นายพิเชฐ กล่าวว่า สิทธิประโยชน์จูงใจผู้เข้ามาใช้พื้นที่ในดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ จะมีการสร้างสภาวะแวดล้อมทุกอย่างเป็นดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน  พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งของอินเตอร์เนชั่นแนลเกตเวย์ ที่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยแบนด์วิธ ไม่จำกัด และจะได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในอัตราสูงสุด คือยกเว้นภาษี 8 ปี และลดหย่อนเพิ่มเติม 50% ในอีก 5 ปีถัดมา รวมทั้งการยกเว้นภาษีนำเข้า อุปกรณ์วิจัยหรือสร้างสรรค์นวัตกรรมทุกชนิด การอำนวยความสะดวกในการเข้ามาทำงานของ นักวิจัยระดับโลก และยกเว้นการเก็บ ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาของนักวิจัยที่ทำงานในดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์
          โครงการดังกล่าว คาดจะสามารถสรุปรายละเอียดทั้งหมด เช่นแผนระยะเวลาการลงทุนหรือมูลค่าการลงทุนในเดือนมี.ค.นี้
          อี-ซิติเซ่น(e-Citizen) เป็นอีกเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบการให้บริการประชาชน
          "การนำเสนอวิธีคิดที่ง่ายสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้โดยเร็ว เพื่อสนับสนุนให้เกิดศูนย์ดิจิทัลชุมชน ซึ่งอาจขยายสู่รูปแบบการท่องเที่ยวได้ด้วย" พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์