27มี.ค.ทีโอทีเปิดเอกชนยื่นแผนคลื่น2300

  "ทีโอที" เปิดรับข้อเสนอแผนลงทุนคลื่น 2300 MHz 27 มี.ค.นี้ ก่อนใช้เวลา 60 วัน คัดเลือกผู้ที่เสนอเงื่อนไขดีที่สุดเพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจบรอดแบนด์-4G มั่นใจเซ็นสัญญาได้ไตรมาส 3 ก่อนเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปีนี้
          นายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า ในวันที่ 10-15 ก.พ. 2560 ทีโอทีจะเปิดให้บริษัท ผู้สนใจเข้าเป็นคู่ค้าธุรกิจบริการสื่อสารไร้สาย คลื่น 2300 MHz เข้ารับรายละเอียดเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal : REP) ก่อนเปิดให้ผู้สนใจยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับแผนธุรกิจและรายละเอียดการขยายโครงข่าย รวมถึงผลตอบแทนที่จะให้ ในวันที่ 27 มี.ค. 2560 จากนั้นจะใช้เวลา 60 วัน พิจารณาหาพาร์ตเนอร์ที่ให้ข้อเสนอที่ดีสุด เพื่อเข้ามาร่วมลงทุนในการให้บริการบนคลื่น 2300 MHz ที่ทีโอทีได้รับสิทธิใช้งาน 60 MHz จนถึงปี 2568 ตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตจาก กสทช.
          โดยเกณฑ์การคัดเลือกคือหาผู้ที่ยื่นข้อเสนอที่สอดคล้องกับแผนธุรกิจของ ทีโอที และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพโครงข่าย ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งจะมี 2 บริษัทที่ปรึกษา คือ บริษัท เดเทคอน เอเชียแปซิฟิค จำกัด และบริษัท ไพร์มสตรีท แอดไวเซอร์รี่ จำกัด เข้ามาช่วยพิจารณาข้อเสนอทั้งในแง่เทคนิคและผลตอบแทนทางธุรกิจ
          สำหรับรูปแบบบริการบนคลื่น 2300 MHz ทีโอทีวางแผนเชิงกลยุทธ์ไว้เป็นการให้บริการฟิกซ์ไวร์เลสบรอดแบนด์ เพื่อตอบสนองการให้บริการแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม กับอีกส่วนคือการให้บริการโมบาย 4G/LTE เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้บริการเทคโนโลยีใหม่ และส่วนสุดท้ายคือการให้บริการแบบโฮลเซลเซอร์วิส ขายส่งความจุโครงข่ายให้โอเปอเรเตอร์รายอื่น ซึ่งตามแผนบริหารจัดการโครงข่ายที่ทีโอทีวางแผนไว้ คือ ความจุ 60% ของโครงข่ายจะให้บริการแบบโฮลเซล ซึ่งพาร์ตเนอร์จะจัดหามาเป็นคู่สัญญา โดยไม่จำกัดว่าต้องนำไปใช้งานฟิกซ์ไวร์เลสบรอดแบนด์หรือโมบายในสัดส่วนเท่าใด อีก 40% ทีโอทีจะให้บริการเอง โดยจะแบ่งไปให้บริการฟิกซ์ไวร์เลส บรอดแบนด์ และโมบายอย่างละ 20%
          "ทีโอทีเปิดโอกาสให้กับโอเปอเรเตอร์รายเดิมหรือรายใหม่ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นผู้ให้บริการรายใหม่ที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. ก็ต้องยื่นขอไลเซนส์และแสดง แอ็กชั่นแพลนที่ชัดเจนเข้ามา แต่ขณะนี้ ทีโอทีได้ส่งจดหมายเชิญไปยังผู้ให้บริการ 5 รายที่เคยมาแสดงเจตจำนงและเข้ารับฟังแผนธุรกิจของทีโอทีเมื่อวันที่ 24-25 ม.ค.ที่ผ่านมา คือ 3 ค่ายมือถือรายเดิมอย่าง เอไอเอส ดีแทค ทรู กับรายใหม่อย่าง โมบายแอลทีอี และทานตะวันเทเลคอม"
          นายรังสรรกล่าวต่อว่า คาดหวังผลตอบแทนในปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 700-800 ล้านบาท และในปีถัด ๆ ไป เป็นฐานรายได้ใหม่
          หลังจากคัดเลือกคู่ค้าได้แล้ว ทีโอทีจะใช้เวลาดำเนินการในการตรวจสอบสัญญาโดยสำนักงานอัยการสูงสุด และเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา คาดว่าจะ ลงนามในสัญญาพันธมิตรได้ภายในไตรมาส 3 และเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้
          "ไม่ต้องมีข้อกังวลว่าจะเกิดความล่าช้า เพราะเป็นการทำตามแผนธุรกิจที่เสนอ สคร. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ไปแล้ว ไม่ใช่ PPP ก็ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม."
          ด้านนางสาวมนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้อำนวยการบริหารประจำประเทศไทย บริษัท เดเทคอน เอเชีย-แปซิฟิค จำกัด เปิดเผยว่า เกณฑ์การให้คะแนนได้กำหนดไว้ทั้งคุณสมบัติทางเทคนิค และผลตอบแทนธุรกิจ
          "การให้บริการที่ครอบคลุม 80% ของประชากร และอิงกับแผนธุรกิจตามที่โอเปอเรเตอร์วางไว้หรือไม่ มีความเป็นไปได้และสอดคล้องกันแค่ไหน ส่วนผลตอบแทนทางธุรกิจที่ทีโอทีจะได้รับจะประเมินจากผลตอบแทนหักด้วยค่าใช้จ่ายที่ทีโอทีจะต้องรับผิดชอบ แต่ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่คู่ค้าจะต้องเสนอให้ทีโอที ส่วนการวางโครงข่าย อย่างน้อย 5 ปีต้องวางเสร็จ"