ทีโอทีเร่งสปีด"กองทุนท่อร้อยสาย"ระดมทุนหมื่นล.เจรจาเอกชนปรับสัญญา-ลดค่าเช่า

"ทีโอที" วิ่งวุ่นประสานสิบทิศเดินหน้าตั้ง "กองทุนท่อร้อยสายโทรคมนาคมลงใต้ดิน" ตั้งเป้าขายหน่วยลงทุนระดมเงินหมื่นล้านบาทภายในสิ้นปี 2560 ระบุติดปัญหาสารพัดจนโครงการดีเลย์ข้ามปี เร่งเจรจาคู่สัญญาปรับเงื่อนไขใหม่ให้สอดคล้องข้อกำหนด "ก.ล.ต." ขณะที่ "กฟน." ทยอยเปลี่ยนสายไฟฟ้าลงใต้ดินตามแผนปรับปรุงภูมิทัศน์กรุงเทพมหานคร ฟากบริษัทสื่อสารแห่เช่าท่อสำรอง ระบุค่าเช่าถูกกว่าถึง 50%
          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ทีโอทีอยู่ระหว่างการเร่งจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานท่อร้อยสายให้เสร็จสิ้นเพื่อขายหน่วยลงทุนให้ได้ภายในเดือน ธ.ค. 2560 ช้ากว่าแผนงานเดิม มาระยะหนึ่ง เนื่องจากต้องดำเนินการ ตามเงื่อนไขของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  ซึ่งใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้ โดยกำลังเร่งประสานกับบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ก.ล.ต. รวมถึงเจรจากับบริษัทคู่สัญญาเพื่อให้มีการจัดทำสัญญาเช่าท่อร้อยสายที่มีรายละเอียด และระยะเวลาสอดคล้องกับที่ ก.ล.ต. กำหนด อาทิ การขยายระยะเวลาทำสัญญาเช่าจากเดิม 3 ปี เป็น 10 ปี เป็นต้น
          "ทีโอทียังมั่นใจว่าการตั้งกองทุนรวม ท่อร้อยสายโทรคมนาคมลงใต้ดินจะเสร็จในสิ้นปีนี้ แม้ทาง กฟน.(การไฟฟ้านครหลวง) จะเปิดให้เอกเชนเช่าท่อร้อยสายลงใต้ดินเหมือนกัน แต่ลักษณะท่อของการไฟฟ้ากับท่อของทีโอทีต่างกัน ท่อของทีโอทีเหมาะสม กับระบบโทรคมนาคมมากกว่า ทั้งอยู่ตื้นกว่า ท่อของ กฟน. ที่ฝังลึกไปถึง 10 เมตร ทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาถูกกว่า ส่วนราคาค่าเช่า ทีโอทีมีการปรับปรุงและพร้อมเจรจากับคู่ค้าตลอด ราคาล่าสุดลดลงมาราว 30% แล้ว"
          สำหรับโครงการตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานท่อร้อยสายของ บมจ.ทีโอที บอร์ดได้อนุมัติให้ดำเนินการตั้งแต่ 30 ต.ค. 2558 โดยเป็นการตั้งกองทุนจากการนำรายได้ ค่าเช่าท่อร้อยสายเป็นทรัพย์สินของกองทุน ซึ่งทีโอทีมีท่อให้เช่าอยู่แล้ว 25,000 กิโลเมตร อยู่ในกรุงเทพฯราว 20,000 กิโลเมตร (จำนวนท่อคูณความยาวของสาย) โดยคาดว่าจะระดมทุนได้ 10,000 ล้านบาท เมื่อหักในส่วนที่ทีโอทีต้องซื้อหุ้นในกองทุน 33% ตามกฎ ก.ล.ต. และกระบวนการ อื่น ๆ แล้ว จะเหลือเงินราว 6,000 ล้านบาท สำหรับใช้ในการลงทุนสร้างท่อร้อยสายใหม่เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น โดยแต่ละปีคาดว่าจะมีเงินค่าเช่าเป็น รายได้กองทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบัน ทีโอทีมีรายได้จากค่าเช่าท่อร้อยสายราว 400 ล้านบาท
          กฟน. ดึง 6 บ.สื่อสารร่วมมือ
          ด้านนายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า การนำท่อสำรองมาให้โอเปอเรเตอร์ใช้ลากสายโทรคมนาคมลงใต้ดิน เป็นความ ร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเอกชน 6 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (AWN) บริษัทดีแทค ไตรเน็ต (DTN) บริษัท ทรู ยูนิเวอร์แซล คอนเวอร์เจ้นซ์ จำกัด (TU) บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์ เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (SYMC) และบริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) (ALT) เป็นผลสืบเนื่องจากโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟใต้ดิน ที่ กฟน. ดำเนินการมาระยะหนึ่ง ตามแผน ปรับปรุงภูมิทัศน์กรุงเทพมหานครให้เป็นมหานครแห่งอาเซียนในปี 2568 ระยะทาง 127.3 กิโลเมตร
          โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติเงินลงทุน 48,717 ล้านบาท ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ และนนทบุรี ทั้งมีแผนนำสายไฟทั้งหมดลงใต้ดินใน 5 ปี แต่ปัญหาสำคัญ คือแม้ กฟน. นำสายไฟลงใต้ดินแล้วแต่ยังไม่สามารถนำเสาไฟออกได้เพราะยังมีสายโทรคมนาคมพาดอยู่จึงนำท่อสำรองของ กฟน.ออกมาให้ใช้ เพื่อเปลี่ยนระบบสายสื่อสารในอากาศลงใต้ดินไปพร้อมกัน
          ขณะที่นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยว่า การลากสายไฟฟ้าลงใต้ดินมีต้นทุนมากกว่าการพาดสายไฟปกติ 6-7 เท่า จึงเลือกเฉพาะพื้นที่สำคัญ ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้ว 20 เขตหัวเมืองใหญ่ โดยจะประสานกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการนำ สายลงใต้ดิน แต่ กฟภ.ไม่มีนโยบายนำท่อสำรองหรือมีการวางท่อเผื่อให้ผู้ประกอบการ โทรคมนาคมมาเช่าใช้ เพราะลักษณะท่อมีความแตกต่างกัน จึงเน้นประสานงานเพื่อทำงานร่วมกันเฉพาะพื้นที่มากกว่า
          เอกชนย้ำค่าเช่าถูก
          ด้านพันเอกเรืองทรัพย์ โฆวินทะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์ เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกับ กฟน. ในการนำสายโทรคมนาคมของ UIH ลงใต้ดินแล้ว คาดวาจะใช้เวลา 6 -7 เดือน ในการทยอยลากสายลงใต้ดินตามพื้นที่นำร่องเส้น ถนนพหลโยธิน บริเวณเขตพญาไท ระยะทาง 30 กิโลเมตร ซึ่งบริษัทจะทยอยลากสายลงใต้ดินตามโครงการของ กฟน. ทั้งหมด
          "ท่อร้อยสายของ กฟน. เป็นอีกทางเลือกที่เราทำได้ทันที เพราะในส่วนของทีโอที มีการหารือกันมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มวางท่อ ทั้งค่าเช่าถูกกว่าของทีโอทีเกือบ 50% แต่ในส่วนของการนำสายโทรคมนาคมในต่างจังหวัดลงใต้ดินน่าจะต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เนื่องจากมีองค์กรท้องถิ่นที่ต้องประสานหลายแห่งจึงเริ่มได้ยาก"
          แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคม กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การนำสายโทรคมนาคมลงใต้ดินต้องใช้ต้นทุนสูง แต่ละบริษัทต้องลงทุนใหม่หลักหลายร้อยล้านบาท เฉพาะเฟสนำร่องของ กฟน. ระยะทาง 30 กิโลเมตร สำหรับบริษัทที่ต้องใช้สายโทรคมนาคมให้การให้บริการจำนวนมาก เช่น กลุ่มทรู รวมถึงค่ายมือถือ แต่ถือเป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์ในแง่การบำรุงรักษา เนื่องจากช่วยยืดอายุการใช้งาน และไม่ต้องเจอปัญหาชำรุดที่เป็นผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม อาทิ การเผาหญ้า สัตว์ แมลงกัดแทะ อุบัติเหตุ รถชน หรือการลักลอบตัดสายเคเบิล
          "ค่ายสื่อสารอยากทำสายไฟเบอร์ ลงใต้ดิน แต่ติดปัญหาคือ ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ ทางกรุงเทพมหานคร ไม่ยอมให้เอกชนขุดวางท่อ เปิดให้เฉพาะทีโอที และแคท เท่านั้นที่วางท่อร้อยสายได้ เนื่องจากเป็นรัฐวิสาหกิจ  โดยทีโอทีมีท่อมากที่สุด แต่คิดค่าเช่าแพงกว่าเอกชนลงทุนเอง การลากสายลงใต้ดินจึงไม่ได้รับความนิยม ส่วนในต่างจังหวัด มักมีปัญหาสายชำรุดจากสภาพแวดล้อม และยุ่งยากในการวางท่อ เพราะแต่ละพื้นที่มีหน่วยงานรับผิดชอบเยอะมาก และยังไม่มีเจ้าภาพหลัก"