สัมภาษณ์: จุดยืน "ทรูฮิต" แจ็คโลกดิจิทัล ผู้มาก่อน "กูเกิล-เฟซบุ๊ก"

เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว "ทรูฮิต" คือผู้คอยมอนิเตอร์บนโลกออนไลน์ว่าอะไรฮิตไม่ฮิต แล้วเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยมี "สวทช." สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ถือหุ้นอยู่ 49% ร่วมบุกเบิกกับทีมนักวิจัยในสังกัด หนึ่งในนั้นคือ "ดร.ปิยะ ตัณฑวิเชียร" ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคนิค บริษัท ศูนย์วิจัยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตไทย จำกัด ผู้ให้บริการทรูฮิต
          เป็นเอกชนเต็มตัวแล้ว
          ตั้งแต่เมื่อ 8 ปีที่แล้ว คือก่อตั้งทรูฮิตตั้งแต่ปี 2543 ช่วงแรกให้บริการฟรี พอมา ปี 2547 ก็เริ่มเก็บค่าบริการ และทาง สวทช.เริ่มมีแนวคิดเรื่องสตาร์ตอัพจัดโครงการ Spin off เราก็อยู่ในข่ายนั้น คือ สวทช.อยากจะ Exit และเราเองก็รู้ว่า ถ้า สวทช.ยังถือหุ้นอยู่ก็จะติดกฎเกณฑ์ราชการ ทำบางอย่างไม่ได้ แล้วผมก็ใช้ทุน 14 ปีหมดพอดี ผมก็ออกจากราชการ เข้ามาถือหุ้นแทนแล้ว เพราะรู้สึกว่าชีวิตตอนเป็นข้าราชการไม่ตอบโจทย์ ก็เป็นจังหวะเวลางบการเงินสวยที่สุด สวทช.ได้ประโยชน์สูงสุดเพราะไม่ได้ซื้อขายหุ้นกันในราคาพาร์
          ตอนนี้ก็เป็นบริษัทอิสระเล็ก ๆ มี 4 คน ระบบกลางอยู่ที่ INET อยู่ห่างจากคอนโดฯที่ใช้เป็นที่พักและออฟฟิศแค่ชั่วระยะเดินถึง แล้วก็ให้ทีมทำงานที่บ้านได้ เป็นการออกแบบการทำงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไม่ต้องมาเสียเวลารถติด แต่จากนักวิชาการมาเป็น SMEs ก็ทำให้รู้ว่าการเป็น SMEs ไทยให้อยู่รอดมันยากมาก
          Exit และเราเองก็รู้ว่า ถ้า สวทช.ยังถือหุ้นอยู่ก็จะติดกฎเกณฑ์ราชการ ทำบางอย่างไม่ได้ แล้วผมก็ใช้ทุน 14 ปีหมดพอดี ผมก็ออกจากราชการ เข้ามาถือหุ้นแทนแล้ว เพราะรู้สึกว่าชีวิตตอนเป็นข้าราชการไม่ตอบโจทย์ ก็เป็นจังหวะเวลางบการเงินสวยที่สุด สวทช.ได้ประโยชน์สูงสุดเพราะไม่ได้ซื้อขายหุ้นกันในราคาพาร์
          ตอนนี้ก็เป็นบริษัทอิสระเล็ก ๆ มี 4 คน ระบบกลางอยู่ที่ INET อยู่ห่างจากคอนโดฯที่ใช้เป็นที่พักและออฟฟิศแค่ชั่วระยะเดินถึง แล้วก็ให้ทีมทำงานที่บ้านได้ เป็นการออกแบบการทำงานให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไม่ต้องมาเสียเวลารถติด แต่จากนักวิชาการมาเป็น SMEs ก็ทำให้รู้ว่าการเป็น SMEs ไทยให้อยู่รอดมันยากมาก
          จุดยืนของทรูฮิตเปลี่ยนไป
          ในส่วนของจิตวิญญาณไม่เปลี่ยน แต่ เป้าหมายธุรกิจเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อยักษ์ใหญ่ จากต่างชาติเข้ามาทำให้ทุกอย่างฟรี แม้เรา จะบุกเบิกมาก่อนแต่ด้วยหลายปัจจัยทั้งเทคโนโลยีที่สู้ไม่ได้เพราะบริษัทใหญ่เงินเยอะ ดึงคนทำงานมาจากทั่วโลก
          บิสซิเนสโมเดลของกูเกิล คือ โฆษณา เขามองโฆษณาทั้งโลก และเป็นเสิร์ชเอ็นจิ้น ที่รู้ว่าผู้ใช้สนใจอะไร แล้วต่อยอดสร้างรายได้ ขึ้นมา และยังออฟเฟอร์อะนาไลติกให้ใช้ฟรี ทำให้กูเกิลรู้ข้อมูลทุกอย่างมากกว่าเจ้าของเว็บเสียอีก
          ขณะที่เฟซบุ๊กเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ของกูเกิล เพราะทำให้คนไม่ต้องเปิดเว็บไซต์แต่ใช้เพจเฟซบุ๊กแทน เมื่อเว็บไซต์ตายเสิร์ชเอ็นจิ้นก็ตาย กูเกิลเลยต้องแข่งกับเฟซบุ๊ก
          ส่วนทรูฮิตเป็นทางเลือกได้แค่อะนาไลติก เราเคยคิดจะทำเสิร์ชเอ็นจิ้น แต่มันไม่ ตอบโจทย์แล้ว เฟซบุ๊กไม่มีแต่ก็สู้ได้ ขณะที่ กูเกิลค่อนข้างลำบากเพราะโลกเริ่มเปลี่ยนเป็น Instant Messaging, IM เช่น ไลน์ ซึ่งก็เริ่มมีผูกกับหลายอย่างเพื่อดึงคนเข้า
          แพลตฟอร์มตัวเอง มีเพย์เมนต์เกตเวย์ มีช็อปปิ้ง อีเมล์เริ่มลดบทบาทลง กูเกิลก็เริ่มไปที่วิดีโอ ซื้อยูทูบ เฟซบุ๊ก ก็ทำเฟซบุ๊ก ไลฟ์ตามมาติด ๆ และมีภาพถ่าย 360 องศา ต่อไปก็จะมีเรื่องของ AI, VR
          เจ้าของคอนเทนต์-เว็บต้องปรับตัวอย่างไร
          เหนื่อย คลาวด์ทำให้ทุกอย่างถูกลงมาก มีทีมงานไม่กี่คนก็ทำเว็บหรือเพจที่คนดูเยอะได้ รายใหม่เกิดง่าย แต่ก็ยังต้องพึ่งเสิร์ชเอ็นจิ้นหรือเฟซบุ๊กเพื่อให้คนรู้จัก สุดท้ายอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยเป็นเมืองขึ้น ต่างประเทศ และเป็นไม่กี่ประเทศที่กูเกิล มีมาร์เก็ตแชร์ 99%  ถ้าวันหนึ่งกูเกิลเข้าไม่ได้ หรือเก็บเงิน ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร
          จากสถิติเห็นพัฒนาการเว็บไทยอย่างไร
          10 กว่าปีมา ความนิยมไม่เคยเปลี่ยน คือเอ็นเตอร์เทน  ดูดวง ข่าวดารา เกม หวย เว็บไซต์สาระเปอร์เซ็นต์น้อยมาก โดยเฉพาะ หน่วยงานราชการ มีคนดูไม่ถึง 1% แต่รัฐบาลใช้งบฯด้านไอซีทีเยอะมาก ยิ่งเว็บการศึกษาก็ต่ำติดดินมาก เว็บภาครัฐที่คน ดูเยอะสุดคือ ตรวจลอตเตอรี่ รองมาคือ กรมสรรพากร และแบงก์ชาติ แต่เราพูดเรื่อง อีกัฟเวิร์นเมนต์มาหลายปีมาก
          เฟซบุ๊กจะทำให้เว็บไซต์ตาย
          ตามความคิดผมคงไม่ตาย แต่ทราฟฟิก จะลด พอสมาร์ทโฟนไม่มีคีย์บอร์ด ก็มีคนบอกว่าแอปพลิเคชั่นจะมาตอบโจทย์ แต่คนก็ยังใช้บราวเซอร์อยู่
          ทรูฮิตจะอยู่ได้อย่างไร
          ยังมีเว็บไซต์ไทยสนับสนุน แล้วก็ต้องมีบริการที่ต่างออกไป เรามีการจัดอันดับ จึงซีเรียสเรื่องการบิดเบือนสถิติมากกว่า กูเกิลที่สนใจแค่ยูนิควิซิเตอร์ ไม่สนใจเลข IP แต่เราเก็บ แต่ก็ไม่เก็บในส่วนของ แอปพลิเคชั่นอย่างพวก Instant Messaging Instant Articles ซึ่งเป็นจุดยืนของทรูฮิต เพราะเรานับสถิติเว็บไซต์ จริง ๆ ถ้านับเราจะมีรายได้เยอะขึ้น แต่ถ้าทำแล้วฆ่าเว็บทางอ้อมมันควรไหม และสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์คือเฟซบุ๊ก
          ซึ่งจริง ๆ มันไม่ได้ฟรี เพราะเมื่อทุกคน วิ่งเข้าหาเฟซบุ๊ก กูเกิล ก็ทำให้เอเยนซี่โฆษณาต้องวิ่งหาเขา เดี๋ยวนี้ซื้อโฆษณาต้องประมูลแข่งกันเรียลไทม์เหมือนหุ้น ดังนั้น คุณควรจะบาลานซ์ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมโฆษณาบนดิจิทัลทีวีต่อไปจะลำบาก เพราะโฆษณาบนสื่อดิจิทัลวัดผลได้จริง เม็ดเงินโฆษณาโตระดับ 2 ดิจิต เป็นหลายหมื่นล้าน แล้ว รวมถึงคนดูยูทูบมากขึ้น
          มีเว็บไซต์ใช้ทรูฮิตแค่ไหน
          ตอนนี้ก็มีหลายพันเว็บไซต์ แอ็กทีฟราว 5 พันเว็บ แต่เว็บไซต์ที่จ่ายค่าบริการมีประมาณ 1,200 เว็บไซต์
          ยังมีอิทธิพลต่อเอเยนซี่ไหม
          ไม่กล้าตอบ เราเป็นบริษัทเล็กจะหายไป มันไม่มีผลอะไรมาก ก็ไม่อยากยึด แต่ก็พยายามทุ่มเท แต่ในทางกลับกันอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตไทยจะเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็ถือว่าเป็นการส่งส่วยให้กับกูเกิลกับเฟซบุ๊ก อยู่ กรมสรรพากร แบงก์ชาติไม่มีตัวเลขว่า 2 บริษัทนี้ขนเงินกลับไปเท่าไรแล้ว แต่สมาคมผู้ประกอบการเอเยนซี่บอกว่าหลายพันล้าน ไม่อย่างนั้นยูทูบจะเปิดสำนักงานในไทยทำไม ก็เพราะคนใช้เยอะ
          ผมก็เข้าใจรัฐบาลนะ ไม่ว่าใครก็คงทำอะไร ไม่ได้ จีนเขาเป็นใหญ่ เขาทำได้ แต่ประเทศไทย ค่อนข้างเล็ก แต่ก็มีบางอย่างที่เราขยับได้
          ไม่หาพาร์ตเนอร์
          ก็อยากนะ แต่ต้อง Win-Win กับประเทศด้วย ผมไม่ได้มองผลประโยชน์เป็นหลัก เรามีเงื่อนไขเยอะ เหมือนครึ่งบก ครึ่งน้ำ คือบางอย่างผมก็มีจุดยืนแบบภาครัฐ แต่ได้ความคล่องตัวแบบเอกชน
          ทรูฮิตจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
          อยู่ได้อีกเป็น 10 ปี เราบริหารกระแสเงินสดไว้เยอะ บริการของเราเป็นพรีเพด
          อยู่ได้อีกเป็น 10 ปี เราบริหารกระแสเงินสดไว้เยอะ บริการของเราเป็นพรีเพด
          อีก 1-3 ปีทรูฮิตจะเป็นอย่างไร
          อยากให้สะท้อนบางอย่างให้วงการเว็บไซต์ และให้ผู้บริหารราชการใช้สถิติ ทรูฮิตให้เป็นประโยชน์ เพื่อจะให้เปลี่ยนการใช้งบประมาณราชการในปัจจุบัน
          จะเห็นอะไรใหม่ ๆ
          ทำ AI อยู่ ต่อไป AI จะเข้ามาในชีวิตเราหมด ตอนนี้เริ่มให้ AI เรียนรู้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำมาได้ครึ่งปีแล้ว และทำแอปอะนาไลติกแบบเรียลไทม์ ซึ่งตอนนี้ช่อง 7 กับทรูก็ใช้อยู่ ผมก็ทำหลายอย่าง แต่แค่ไม่มีดีมานด์ เราก็พัฒนาเรื่อย ๆ
          วิจัยของผมคือ ถ้ามองแล้วสามารถสร้างรายได้ใน 2-3 ปี ผมก็จะทำ แต่ถ้ามองไม่เห็นทางอย่างเสิร์ชเอ็นจิ้นก็จะไม่ทำ เพราะอย่างไมโครซอฟท์ ไป่ตู้ ยังสู้กูเกิลไม่ได้เลย
          จะเปิดขายข้อมูลอย่างอื่นไหม
          ถ้าเป็นข้อมูลดิบ ๆ ไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็น ข้อมูลที่วิเคราะห์ออกมาน่าจะทำได้ แต่ผมก็ ไม่เคยขาย มองว่าต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของเว็บไซต์ก่อน
          เมื่อก่อนที่แถลงการณ์จัดอันดับเว็บ
          ข้อมูลเวิร์กโหลดมาก และปัจจุบันคีย์เวิร์ดที่โดนบล็อกโดยกูเกิลทำให้เราลำบากมากขึ้น ไม่สามารถลงได้ลึก อย่างการนับประชากรอินเทอร์เน็ตของไทยก็คำนวณยาก ก็ไม่อยากเป็นเจ้าภาพในการพูดถึงจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย หลัง ๆ ตัวเลขมันเหวี่ยงเยอะ