"ฐากร ตัณฑสิทธิ์" ฉายภาพแลนด์สเคป ไทยแลนด์ 4.0

สำนักงานกสทช. มองภายใน 3 ปี ต่อจากนี้ หรือ 2560-2563 สังคมไทย ก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมดิจิทิลมากขึ้นๆ ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวให้ตามเท่าทันสถานการณ์ หากช้าย่อมเสี่ยง แต่ถ้า ไม่ปรับตัวเลยรับรอง "อยู่ไม่รอด"
          คาดหวังการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีของประเทศ จะเห็นการปรับตัวของทุกภาคส่วนให้เข้ากับแลนด์สเคปใหม่ที่จะมาถึง เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและบริการใหม่ได้ เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0
          ปูพื้นฐานบรอดแบนด์ทั้งมีสาย-ไร้สาย
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ภายในเดือนมิ.ย.2561 คนไทยจะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั่วทุกพื้นที่ ทุกเวลา และทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่อยู่ในชนบทและพื้นที่ห่างไกลชายขอบของประเทศ
          การเข้าถึงนั้นผ่านทั้งทางโครงข่าย ทางสาย หรือที่เรียกว่า อินเทอร์ความเร็วสูงแบบมีสาย (Fixed Broadband) และไร้สาย (Mobile Broadband)
          สำนักงานกสทช. คาดการณ์ว่า จำนวนหมู่บ้านทั่วทั้งประเทศจำนวน 74,965 หมู่บ้าน จะสามารถเข้าถึงฟิกซ์ บรอดแบนด์ ได้ที่ความเร็ว 30 Mbps สำหรับการดาวน์โหลด และ 10 Mbps สำหรับการอัพโหลด ซึ่งเป็น ความเร็วที่มีมากเพียงพอสำหรับการถ่ายทอด ภาพเคลื่อนไหวผ่านบริการสตรีมมิ่ง หรือ รับชมทีวีออนไลน์ แบบเรียลไทม์
          ทั้งนี้ การติดตั้งอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานกสทช.  ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการจัดให้มีฟิกซ์ บรอดแบนด์ในพื้นที่ห่างไกลซึ่งยังไม่มีหรือมีข้อจำกัด ในการเข้าถึงจำนวน 44,352 หมู่บ้าน หรือ คิดเป็น 60% ของทั้งหมด ในส่วนของสำนักงาน กสทช.รับผิดชอบ 19,652 หมู่บ้าน โดยในเดือนธ.ค.นี้คาดว่าจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการได้ในพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่ชายขอบตามที่ได้รับมอบหมาย
          อัดความถี่เข้าอุตสาหกรรม 380 เมก
          การทรานฟอร์มประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้เกิดผลสำเร็จสิ่งที่จะต้องดำเนินการ ให้เรียบร้อยเพื่อเป็นการปูพื้นฐานคือ โครงข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สาย โดยส่วนของไร้สายจำเป็นที่สำนักงาน กสทช. ต้องเปิดประมูลคลื่นความถี่ โดยได้กำหนดเป้าหมายภายในปี 2563 จะจัดสรรคลื่นความถี่ย่านต่างๆ ที่จะ หมดสัญญาสัมปทานหรือไม่ได้ใช้งาน อาทิ คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 70 เมกะเฮิรตซ์ คลื่นความถี่ 1800 จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์
          คลื่นความถี่แรกที่จะนำมาจัดสรร สำหรับ กิจการโทรคมนาคม โดยสานักงาน กสทช. กำลังรอกฎหมายใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2560 ให้อำนาจการจ่าย ค่าชดเชยแก่ผู้ถือคลื่นเดิมได้ เมื่อกฎหมายออกมาแล้ว ก็พร้อมจัดประมูลได้ทันที
          "สำหรับคลื่น 1800 จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 จำนวน10 เมกะเฮิรตซ์ที่จะหมดสัญญาสัมปทานของบมจ.กสท โทรคมนาคม เชื่อว่า สำนักงาน กสทช. จะนำมาประมูล ให้ได้ในปีหน้า ช่วงเดือนมี.ค. หรือเม.ย. ซึ่งเป็นช่วงก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง เดือน ก.ย. 2561 นอกจากนี้ยัง มีคลื่น 700 จำนวน 90 เมกะเฮิรตซ์ ที่พร้อมจะจัดประมูลในปี 2563 เมื่อกระบวนการสิ้นสุดระบบอนาล็อกสมบูรณ์ คาดว่าจะจัดสรรได้ 3-4 ใบอนุญาต"
          ทั้งนี้ การที่ความต้องการใช้งานโมบายบรอดแบนด์ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ใช้บริการและปริมาณการใช้งานต่อคน สำนักงาน กสทช. ตระหนัก ดีว่าจำนวนคลื่นความถี่ที่มีจัดสรรและใช้อยู่ในปัจจุบันมีเพียง 420 เมกะเฮิรตซ์ ยังห่างจากคำแนะนำของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ที่บอกว่า ประเทศไทยควรมีคลื่นความถี่ใช้มากกว่า 700 เมกะเฮิรตซ์เพื่อรองรับความ ต้องการในอนาคต
          ดังนั้น เมื่อนำคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้งาน และคลื่นที่ใกล้หมดสัมปทานดังกล่าวข้างต้นออกมาประมูลแล้ว จะทำให้มีคลื่นความถี่เพิ่มอีกประมาณ 380 เมกะเฮิรตซ์ ภายในปี 2563 รองรับความต้องการใช้งานได้อย่างแน่นอน
          เศรษฐกิจดิจิทัลเอื้อคนชนบท
          นายฐากร คาดการณ์ว่า ภูมิทัศน์ หรือ landscape ของประเทศที่จะเปลี่ยนแปลง โดยในอนาคตเทคโนโลยีจะทลายอุปสรรคเรื่องระยะทางและเวลาหลายด้าน ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค โดยเทคโนโลยีดิจิทัลจะเอื้อให้คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเขตชนบทเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทัดเทียมกับคนเมือง ส่งผลให้เกิดเมืองใหม่และกระจายความเจริญ ความมั่งคั่ง ลดความเหลื่อมล้ำไปตามภูมิภาคต่างๆ คนในเขตเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคตจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการพัฒนาแลนด์สเคปของประเทศไทยด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาคการเงิน การค้าปลีก การท่องเที่ยวการแพทย์ และสาธารณสุข การศึกษา รวมถึงการเกิดธุรกิจใหม่ๆ เช่น ภาคการเงินการธนาคาร โครงสร้างพื้นฐานทางสายและไร้สายความเร็วสูงที่มีคุณภาพและครอบคลุม ทั่วประเทศ นอกจากจะพัฒนาด้านต่างๆ ดังที่กล่าวมา ยังมีส่วนสำคัญในการสร้าง โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ การพัฒนา แอพพลิเคชั่น หรือแพลตฟอร์มที่ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่หลากหลาย หรือแม้กระทั่ง ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม (Niche market)
          โดยธุรกิจใหม่ได้เกิดขึ้นแล้วในระยะเวลา ที่ผ่านมา และยังมีธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่องในอนาคตอยู่หลายๆ ธุรกิจ เช่น การเงิน การศึกษา อาหาร ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และอี-คอมเมิร์ซ
          สุดท้ายแล้วโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางสายและไร้สาย ไปถึงการเปลี่ยนแปลงแลนด์สเคปของสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวม ตลอดจนเกิดบริการและธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมากมาย ขอสรุปว่าสิ่งที่จะ เปลี่ยนไปหลักๆ จะประกอบด้วย 3 P
          1. People คือประชาชนจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการทางานให้เหมาะสมกับสังคมออนไลน์และบริการยุคดิจิทัล 2. Platform คือระบบการทางานแบบเดิมที่จะเปลี่ยนไปทั้งในกลุ่มธุรกิจเดิมและรองรับการเกิดธุรกิจใหม่
          และ 3. Productivity คือผลิตภาพการผลิตที่จะเปลี่ยนไปเป็นการใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยสร้างผลผลิตทั้งสินค้าและบริการ ยกระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ก้าวกระโดดได้อย่างเร็ว