CATเจรจาALTคือหน้า80% คาดได้ข้อสรุปคดีฟ้องร้องในไตรมาส 1/60

คาดได้ข้อสรุปคดีฟ้องร้องในไตรมาส 1/60
          CAT คาดได้ข้อสรุปคดี ALT ฟ้องร้องภายในไตรมาส 1/60 หลังเจรจาคืบหน้าแล้วกว่า 80% ล่าสุดจับมือ “กฟภ.” ต่อยอดพัฒนาการใช้โครงข่ายสื่อสาร Backbone และ Last mile ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าภายในไตรมาส 1/60 จะสามารถได้ข้อสรุปในเรื่องคดีความที่ทางบริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เป็นผู้ฟ้องร้อง หลังจากทางศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทเป็นผู้ชำระเงินค่าเสียหาย กรณีที่ผิดสัญญาใช้บริการโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์ประกอบ Fiber to the Factory (FTTF)
          โดยที่ผ่านมาบริษัทได้มีการยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อศาล พร้อมทั้งได้มีการเจรจาหาทางออกควบคู่กับ ALT ไปด้วย ซึ่งล่าสุดคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% เหลือเพียงรายละเอียดด้านตัวเลขบางส่วนเพียงเล็กน้อยที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีมูลค่าความเสียหายเท่าไร โดยคาดว่าคดีดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 1/60
          พ.อ.สรรพชัย กล่าวต่ออีกว่า ล่าสุดวานนี้ (24 ม.ค.60) CAT ได้ร่วมกับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลงนามแก้ไขเพิ่มเติมบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือและพัฒนาการใช้โครงข่ายสื่อสาร Backbone และ Last mile ฉบับเดิมให้มีเนื้อหาครอบคลุมบริการและเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่มากขึ้นเพื่อให้มีความเหมาะสมทันเทคโนโลยี
          โดยศักยภาพของ CAT สามารถจะนำระบบเทคโนโลยีสื่อสาร และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการดำเนินโครงการบริการของ กฟภ.ให้เกิดประโยชน์เป็นรูปธรรม ไม่ว่าด้านระบบสื่อสัญญาณบริการ Internet, IoT,  Cloud computing พร้อมศูนย์ Data Center ที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากลระดับ TSI Certificate (Trusted Site Infrastructure certificate) Level 3 เป็นแห่งแรก และแห่งเดียวของประเทศไทย ซึ่งสามารถรองรับเป็น DR Site สมบูรณ์แบบ
          นอกจากนั้น CAT จะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบอื่นๆ ที่จะสามารถต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการให้บริการประชาชนของกฟภ. เช่น ระบบ Smart Home รองรับแนวคิดบ้านประหยัดพลังงาน และระบบ IPTV อีกทั้งในส่วนของความคืบหน้าความร่วมมือหลักในด้านโครงข่ายสื่อสาร CAT มีความสนใจที่จะเช่าใช้ Core fiber ของ กฟภ. เป็นเส้นทางสำรองและเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายสื่อสารของ CAT โดยที่จะไม่ต้องลงทุนวางโครงข่ายเพิ่มซ้ำซ้อนกัน
          “CAT และ กฟภ. ต่างเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีหน้าที่ร่วมมือบูรณาการการใช้ทรัพย์สินของรัฐร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศชาติ เพื่อลดปัญหาการลงทุนซ้ำซ้อน อีกทั้งมุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ จึงเชื่อมั่นการต่อยอด MOU ครั้งนี้จะส่งผลต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการที่ดีระหว่างหน่วยงานที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” พ.อ.สรรพชัย กล่าว
          ด้านนายเสริมสกุล คล้ายแก้ว  ผู้ว่าการ กฟภ. เปิดเผยว่า การร่วมมือในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบาย PEA 4.0 "พัฒนาคนด้วยนวัตกรรม พัฒนางานด้วยเทคโนโลยี" เพื่อนำไปสู่ "การไฟฟ้าแห่งอนาคต"  และสนับสนุนโครงการสำคัญต่างๆ ของ กฟภ. เช่น โครงการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid ) ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี  ที่จะต้องมีการเชื่อมโยงระบบสื่อสารถึงหม้อแปลงไฟฟ้าและมิเตอร์ไฟฟ้าตามบ้านเรือนประชาชนในรูปของมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะผ่านอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี IoT โดยเบื้องต้นใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท
          ขณะที่ปัจจุบัน กฟภ. มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงติดตั้งใน 74 จังหวัดทั่วประเทศเพื่อเชื่อมโยงสถานีไฟฟ้า ศูนย์ควบคุมสั่งการจ่ายไฟฟ้า และสำนักงานการไฟฟ้ารวมระยะทางประมาณ 22,500 กม. ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้าไปสู่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid และมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่ง กฟภ. มีแผนจะแจกให้กับประชาชน 1 แสนรายฟรี  เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสื่อสารได้สะดวก รวมทั้งสามารถทราบข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของตัวเองและนำมาซึ่งการประหยัดไฟฟ้าต่อไป  โดยในอนาคตอาจขยายโครงการดังกล่าวไปใช้ทั่วประเทศ