SAMARTชี้ปีนี้รายได้พุ่ง2หมื่นล้าน ปรับทัพเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล 4.0

: ปรับทัพเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล 4.0
          “SAMART” ปักเป้ารายได้รวมกลุ่มปี 60 พุ่ง 20,000 ล้านบาท หลังปรับทัพเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล 4.0 ภายใต้กลยุทธ์ SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond"
          นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทจะได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงาน "SAMART 4.0 Transformation to success and Beyond" โดยตั้งเป้ารายได้รวมปี 2560 ไว้ที่ระดับ 20,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากบริษัท สามารถเทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ประมาณ 9,000 ล้านบาท จากบริษัท สามารถไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) หรือ SIM ประมาณ 4,500 ล้านบาท จากสายธุรกิจ Related Business 2,300 ล้านบาท และสายธุรกิจ U-trans 4,200 ล้านบาท
          สำหรับ SAMTEL เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ ICT Solutions ตั้งเป้ารายได้ปี 2560 จะอยู่ที่ระดับ 9,000 ล้านบาท หลังจากล่าสุดมีงานในมือ (แบ็กล็อก) แล้วมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นรายได้ประจำ 87% และงานเทิร์นคีย์ 13% ขณะที่ล่าสุดบริษัทพึ่งได้รับงานโครงการสัญญาเช่าระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลักกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มูลค่า 2,639 ล้านบาท และจากนโยบายส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจดิจิตอลของภาครัฐ ประกอบกับโครงการขนาดใหญ่ที่มีการเลื่อนประมูลมาในปี 2560จะเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจไอซีทีอย่างชัดเจน
          อีกทั้งบริษัทคาดว่าในปี 2560 จะเข้าร่วมประมูลงานโครงการใหม่ มูลค่ารวมกันกว่า 15,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นบริษัทคาดหวังจะได้รับงานมูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท พร้อมทั้งได้ตั้งเป้าจะขยายฐานรายได้ประจำจากงานบริการในรูปแบบ Outsource Services มากขึ้น
          ส่วน SIM เป็นผู้ดำเนินธุรกิจ Mobile-Multimedia โดยตั้งเป้าจะมีรายได้อยู่ที่ระดับ 4,500 ล้านบาท หลังจากได้ทำการเปลี่ยนแปลงด้านทิศทางและโครงสร้างธุรกิจมากที่สุด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการก้าวสู่ยุคดิจิตอลภายในคอนเซ็ปต์ “SIM Digital Life” ประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม Mobile & Security ดำเนินธุรกิจจำหน่ายมือถือและgadget ที่ตอบโจทย์ดิจิตอลไลฟ์สไตล์ ด้วยคุณสมบัติเด่นทางด้านความปลอดภัย, การดูแลสุขภาพ และอื่นๆ
          ขณะที่หลังจากเกิดกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดจากการเปิดตัว blackphone2 ในประเทศไทย บริษัทก็ยิ่งมั่นใจในการขยายธุรกิจ Mobile Security Applications & Solutions โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนาและนำเสนอสินค้าบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และบริษัทยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา
          โดยตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือในปี 2560 ไว้ที่ 1 ล้านเครื่อง และนอกเหนือจากแบรนด์ไอ-โมบายแล้ว บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักให้แก่มือถือแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ โดยอาศัยศักยภาพช่องทางการขาย และการให้บริการ ซึ่งครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งจะพัฒนาช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างคล่องตัวผ่านสื่อดิจิตอลมากขึ้น
          2. Operator & Infrastructure ประกอบด้วยธุรกิจ MVNO บนเครือข่าย CAT ในชื่อ Open MVNO ซึ่งเร็วๆ นี้ จะมีการนำเสนอบริการเสริมที่เชื่อมโยงกับการรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างจุดเด่นที่แตกต่าง และภายในไตรมาสแรกของปี 2560 บริษัทยังเตรียมที่จะเปิดตัวธุรกิจใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครื่องมือสื่อสาร (Trunked Mobile)
          3. Digital Commerce ครอบคลุมธุรกรรมออนไลน์ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างสูง โดยบริษัทได้รุกธุรกิจฟินเทค เตรียมเปิดตัวบริการขายฝากสินทรัพย์ออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Zazzet อย่างเป็นทางการในเดือนมี.ค.นี้ ซึ่งมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับความน่าสนใจ และตอบโจทย์ลูกค้าเป็นอย่างมาก
          4. I-sport อีกหนึ่งบริษัทลูกที่โดดเด่นของกลุ่มสามารถไอ-โมบาย โดยปี 2560 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตอยู่ที่ระดับ 690 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะมีรายได้ประจำที่สม่ำเสมอจากสัญญาการถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก มูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อปีแล้ว บริษัทยังเตรียมการขยายธุรกิจด้าน Sport Commercial เพื่อให้ครอบคลุม Sports Digital Content, Sports Event, Sports Tour , Sports Commerce, Sports Agent และเกมส์ โดยจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในไตรมาส 1/60 และวางแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในไตรมาส 3/60 และคาดว่าจะสามารถยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายในช่วงครึ่งปีแรกนี้
          ด้านสายธุรกิจ U-trans ซึ่งประกอบด้วย CATS, Kampot Power Plant และ Teda ตั้งเป้าจะมีรายได้รวมอยู่ที่ระดับ 4,200 ล้านบาท โดยมาจากรายได้ประจำจาก CATS ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในประเทศกัมพูชาประมาณปีละ 1,800 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจสายส่งไฟฟ้า
          โดยล่าสุด Teda ได้เซ็นสัญญาจัดหาและก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) รวมมูลค่าโครงการประมาณ 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันมีงานในมือ 2,000 ล้านบาท และในส่วนของธุรกิจด้านพลังงานยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อลงทุนอีกหลายโครงการ เช่น ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศในประเทศลาว , โครงการสายส่งไฟฟ้าที่ประเทศพม่า, โรงไฟฟ้าขยะ, โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 เมกะวัตต์ ที่ประเทศกัมพูชา และยังมีแผนเข้าประมูลในโครงการอื่นๆมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังบริษัทยังมีแผนที่จะนำธุรกิจดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วยในปี 2561
          สำหรับสายธุรกิจ Related Business บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมอยู่ที่ระดับ 2,300 ล้านบาท โดยจะมีรายได้จากบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ OTO ประมาณ 1,300 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือแล้วกว่า 900 ล้านบาท และคาดจะได้รับงานใหม่เข้ามาเพิ่มอีก 400 ล้านบาท จากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กลุ่มสายการบิน ธนาคาร โรงพยาบาล ธุรกิจประกัน เป็นต้น พร้อมทั้งคาดว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมีรายได้เติบโตอยู่ที่ระดับ 2,500 บาท ตามโอกาสการเติบโตจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
          ส่วนเป้ารายได้อีก 1,000 ล้านบาท ของสายธุรกิจนี้ จะมาจาก วิชั่นแอนด์ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็ม ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจกล้องวงจรปิด จำนวน 500 ล้านบาท และสามารถวิศวกรรม จำนวน 500 ล้านบาท จากได้รับอานิสงส์จากการที่สำนักงาน กสทช.จะมีการแจกคูปองทีวีดิจิตอล รอบใหม่จำนวน 5 ล้านใบ และสามารถวิศวกรรมยังมีบทบาทจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการขยายโครงข่ายของค่ายมือถือ