เปิดแผนธุรกิจ "ทีโอที-กสทฯ" ขับเคลื่อนสู่ IoT

เรื่อง | วิทยา ปะระมะ
          ย่างเข้าสู่ปี 2560 ถือเป็นปีที่ท้าทายอีกหนึ่งปีสำหรับ 2 รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคม อย่างบริษัท ทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งอยู่ในสถานะที่รัฐบาลทั้งผลักทั้งดันให้ 2 องค์กรนี้พัฒนาธุรกิจให้มีรายได้จากการบริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อทดแทนรายได้จากสัมปทานที่กำลังทยอยหมดสัญญาไปเรื่อยๆ
          แน่นอนว่าการจะเข็น "ยักษ์หลับ" ให้ตื่นขึ้นมาฟาดฟันกับคู่แข่งคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดโทรคมนาคมปัจจุบันอยู่ในยุคของการเปิดเสรีและมีการแข่งขันอย่างเข้มข้น ทุกเซอร์วิสที่ทีโอทีและ กสทฯ มีอยู่ ในมือ ล้วนแต่ต้องแข่งขันกับเอกชนซึ่งมีความคล่องตัวกว่าอย่างเทียบไม่ติด
          มาดูกันว่าทิศทางของ 2 องค์กรในปี 2560 จะทำอย่างไรเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน?
          มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า เรื่องหลักๆ ของทีโอที ปี 2560 จะมี 3 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรก คือ การตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการผลักดัน เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งแน่นอนว่าการจะไปถึง จุดนั้นได้ ต้องมี "การเข้าถึง" หรือ Accessibi- lity เสียก่อน ในส่วนนี้ทีโอทีรับหน้าที่ขยาย โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอด แบนด์) ในโครงการ "เน็ตประชารัฐ" ให้ครอบ คลุมพื้นที่ที่ไม่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และยังไม่มีบริการบรอดแบนด์รวมทั้งหมด 2.47 หมู่บ้าน ภายในเวลา 12 เดือน หรือสิ้นปี 2560 นั่นเอง
          สำหรับโครงการนี้ จะให้บริการที่ความ เร็วไม่ต่ำกว่า 30 Mbps/10 Mbps รวมถึง จัดให้มีจุดให้บริการไว-ไฟ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 จุด
          โครงการดังกล่าวมีวงเงินงบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท โดยใช้รูปแบบการจัดซื้อ แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกจะล่าช้าเล็กน้อยในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เบื้องต้นน่าจะติดตั้งได้ 4,000 หมู่บ้าน หลังจากนั้นจะเริ่มติดตั้งได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมั่นว่าจะสามารถติดตั้งได้ครบจำนวนทั้งหมดแน่นอน
          เรื่องต่อมาที่ทีโอทีต้องทำในปี 2560 คือการขยายบริการอินเทอร์เน็ตเพื่อทำ รายได้ในเชิงธุรกิจ ซึ่ง มนต์ชัย ยอมรับว่า เป็นงานหนักในการแข่งขัน ต้องเผชิญความท้าทายจากคู่แข่ง โดยเฉพาะจากผู้เล่น รายใหม่อย่างเอไอเอส ซึ่งสามารถนำเสนอบริการได้หลากหลาย เช่น ราคาต่ำ ลูกค้าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นต้น
          "เราก็ต้องหาอะไรที่พอจะต่อสู้ได้ ซึ่งก็พยายามปรับเรื่องโครงสร้างต้นทุนอยู่เพราะเรามีโครงสร้างต้นทุนที่หนักหนาคือค่าแรงคน ถ้าค่าแรงลดไม่ได้เราก็ต้องไปลดในส่วนอื่น ถามว่าทำอย่างไร ก็คือต้องเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้นแล้วเอาคนไปทำหน้าที่อื่น ต้นทุนก็จะลดลงได้ ซึ่งปี 2560 เราตั้งเป้าลดต้นทุนบริการลงให้ได้ 5-10%" กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที กล่าว
          นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของคลื่นความถี่ 2300MHz ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ใช้บริการได้ โดยคลื่น 2300 MHz จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.เอามาให้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) ซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการให้บริษัทที่ปรึกษาจัดทำหลักเกณฑ์ เงื่อนไขต่างๆ ในการคัดเลือกพันธมิตรมาช่วย ทำตลาด 2.เอาไปให้บริการ Fixed Wireless Broadband ซึ่งก็กำลังดูว่าจะทำในโครงการ เน็ตประชารัฐได้หรือเปล่า
          ส่วนเรื่องการทำสัญญาพันธมิตรกับ เอไอเอสในการให้บริการคลื่นความถี่ 2100 MHz นั้น ขณะนี้เซ็นสัญญาทดลองบริการไปแล้ว แต่สัญญาฉบับเต็มยังต้องรอให้สำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และ กสทช.พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างสัญญาอีกครั้ง ถึงจะลงนามได้ แต่แม้จะมีแค่สัญญาทดลองบริการก็ไม่กระทบต่อการบันทึกรายได้ในปี 2560 เพราะรายละเอียดไม่ต่างกันมาก
          สำหรับเรื่องอื่นๆ จะเป็นการยกระดับการบริหารภายในองค์กร รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรแยกบริษัทลูกเป็น 3 บริษัทตามนโยบาย คนร. รวมทั้งเตรียมการเรื่องสัญญาสัมปทานโทรศัพท์พื้นฐานของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจะหมดอายุในปี 2560 ว่า จะทำอย่างไรต่อไป จะให้บริการต่อในรูปแบบ สัญญาอื่นๆ หรือจะเลิกทำธุรกิจนี้ไปเลย หากทรูฯ ไม่ทำต่อ ทีโอทีก็ต้องเตรียมการรับมอบทรัพย์สินต่อไป
          ด้าน พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า เรื่องสำคัญของกสทฯ ในปี 2560 คือการขยายช่องทาง Capacity ของโครงข่ายที่ออกต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Submarine Cable เส้นทาง Terrestrial ที่เชื่อมยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้ง Backhaul ภายในประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพราะเชื่อว่าปริมาณการใช้งาน Data จะสูงขึ้น ยิ่งถ้าสามารถดึงผู้ให้บริการคอนเทนต์ โพรวายเดอร์ระดับโลกมาลงทุนในไทยได้ตัว Terrestrial ที่เชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านก็คงใช้งานมากขึ้น Link ที่เชื่อมต่อไปต่างประเทศ ก็จะมากขึ้น
          "เราก็จะขยายโดยใช้งบประมาณที่ครม. ให้ กสทฯ ทำแทนกระทรวงดีอี 5,000 ล้านบาท เรามีหน้าที่จัดหาเบิกจ่ายทุกอย่างตามความต้องการของกระทรวงและโอนทรัพย์สินให้กระทรวง อันนี้เป็นภาพรวมที่จะสนับสนุนไทยแลนด์ 4.0 ว่าเรามี Capacity เหลือเพียงพอ ไม่เกิดความติดขัดในการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ นอกจากนี้เรายังทำ MOU ระหว่างไทย จีน อินเดีย ว่าจะมี การร่วมกันศึกษาแนวทางการเชื่อมต่อโครงข่ายบนเส้นทาง One Belt One Road ก็อยู่ระหว่างการศึกษา ดูเรื่องการลงทุนว่าจะมีรูปแบบยังไง แต่คิดว่าในที่สุดแล้วก็น่าจะ ต้องทำ" พ.อ.สรรพชัย กล่าว
          ในส่วนของธุรกิจของ กสทฯ เองนั้น นอกจากเดินหน้าการเจรจาข้อพิพาทเรื่องเสาโทรคมนาคมที่ยังไม่แล้วเสร็จแล้ว กสทฯ จะเน้นโฟกัสตัวธุรกิจ IOT (Internet of Things) เพราะเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะมีดีมานด์เยอะ ส่วนใหญ่จะมาจาก หน่วยงานภาครัฐ เรื่องโซลูชั่น Smart ต่างๆ ซึ่ง กสทฯ ก็จะเตรียมความพร้อมให้บริการโซลูชั่นเหล่านี้
          "ที่เหลือก็คือสิ่งที่ทำอยู่เดิม แต่เพิ่มเรื่องการสร้างรายได้ เช่น บริการ My ธุรกิจ MVNO และเราอาจโฟกัสเรื่อง Security เพราะการใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น ก็จะต้องมีความต้องการเรื่อง Security ของแต่ละหน่วยงานมากขึ้น เราก็จะเป็นคนโพรวาย Security Solution เพื่อนำเสนอตามหน่วยงานต่างๆ" พ.อ.สรรพชัย กล่าว

          "ตอบสนอง นโยบายรัฐบาล ในการผลักดัน เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งแน่นอนว่า การจะไปถึง จุดนั้นได้ ต้องมี "การเข้าถึง" หรือ Accessibility"