ทีโอที-แคท ปีแห่งการดิ้นรน 2 ซีอีโอนำทัพผ่าวิกฤตองค์กร

คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ขีดเส้นตายให้ทั้ง "ทีโอที- กสท โทรคมนาคม" ต้องเร่งพลิกฟื้นองค์กรด้วยการแยกทรัพย์สินแล้วนำมาตั้งบริษัทลูกร่วมกัน ล่าสุดการประชุม คนร.เมื่อ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้อนุมัติตามแนวทางที่ทั้งคู่แผน ควบรวมใหม่ จากเดิมแยกตั้ง 3 บริษัท เหลือเป็น 2 บริษัท คือ ตั้งบริษัท NGDC จากการรวมธุรกิจโครงข่ายระหว่างประเทศ (บริษัท NGN) และดาต้าเซ็นเตอร์ (IDC) ให้เป็นบริษัทเดียวกัน กับรวมโครงข่ายบรอดแบนด์ตั้งเป็นบริษัท NBN เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน และสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่  จากนี้ต้องตั้งบริษัทลูกให้พร้อมดำเนินการภายใน ก.ค. นี้
          "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับแม่ทัพของทั้ง บมจ.กสท โทรคมนาคม และ บมจ.ทีโอที ดังนี้
          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์
          กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท โทรคมนาคม (แคท)
          เร่งดีลร่วมทุนดีแทค
          ปี 2560 มีเรื่องใหญ่และสำคัญให้ต้องทำหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นงานที่ต้องสานต่อจากปี 2559 ที่บางเคสมีความก้าวหน้าไปมากน้อยต่างกัน อย่างกรณีการร่วมทุนระหว่างแคทกับดีแทค ตอนนี้โครงการอยู่ที่กระทรวงแล้ว ถือว่าก้าวหน้าไปกว่า 80% สเต็ปต่อไปคือกรอกเอกสารเข้า ครม. แต่เนื่องจากกระทรวงเปลี่ยนจากไอซีที เป็นดีอี และมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีด้วย ตรงนี้จึงต้องชี้แจงท่านรัฐมนตรีคนใหม่เกี่ยวกับโครงการเพื่อเตรียมเข้า ครม.
          สัมปทานกับดีแทคหมดปี 2561 แม้ปีนี้ จะปี 2560 แล้วก็ไม่มีผลอะไร เพราะเป็น การเจรจาเพื่อร่วมทุนระหว่างกันในระยะยาว แต่ในส่วนของการใช้คลื่น Upper Band แทบไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะทางดีแทคยืนยันว่า ถ้าจะขอปรับเทคโนโลยีให้สูงกว่านี้ ต้องให้ แคทขอขยายสิทธิ์ใช้คลื่นถึงปี 2568 ซึ่งต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช. ขณะที่แคทมีจุดยืนว่า จะไม่ขอใช้ ม.44 กับเรื่องนี้
          การจะใช้อำนาจ ม.44 เพื่อบริษัทเอกชนบริษัทเดียวไม่เมกเซนส์ อย่างปัญหาเรื่องค่า AC-IC ค่าเชื่อมต่อเชื่อมโยงโครงข่าย ปัญหาภาษีต่าง ๆ ที่ค้างมาจากสัมปทาน เรายังไม่ขอเลย เพราะมันเป็นเรื่องของอุตสาหกรรม และมีคนได้-คนเสียประโยชน์"
          ส่วนปีนี้เชื่อว่า อย่างไรแคทก็ต้องดีขึ้น คนร. ยังไม่ควรตีสถานะของแคทให้อยู่ในขั้นวิกฤต เพราะปี 2559 แคทมีประมาณการกำไรสุทธิราว 3,100 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมี รายได้เพิ่มอย่างน้อย 5% ทั้งแคทยังไม่เคยขาดทุนเลย
          แผนการสร้างรายได้ใหม่ ๆ
          ธุรกิจใหม่ที่แคทจะโฟกัสใน ปีนี้ คือ การตั้งหน่วยธุรกิจรองรับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟทิงส์ (IoT) ให้มากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับสมาร์ทซิตี้ จะเป็น แพลตฟอร์มโพรไวเดอร์ที่เป็นฮาร์ด อินฟราสตรักเจอร์ทั้งหมด เพราะในส่วนของการก้าวเป็นสมาร์ทซิตี้และการนำ IoT มาใช้ จะมีเลเยอร์การใช้งานหลายส่วน ซึ่งเราจะเข้าไปช่วยเติมเต็มบริการทั้งในส่วนของ งานด้านสาธารณสุข คมนาคม สมาร์ทกริด ที่เป็นแพลตฟอร์มกลางให้ทุกคนเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นบนนี้ได้
          ปีนี้จะเห็นการแข่งขันกันรุนแรงแน่นอน แต่ยังเชื่อว่าแคทยังได้เปรียบจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะเทรนด์ IoT ที่เริ่มมาแล้ว ในตอนนี้ หน่วยงานที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นราชการ ที่จะต้องใช้เพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ
          คลื่นความถี่ที่มีในมือ
          ถือเป็นข้อด้อยในแง่ที่แคทมีคลื่นความถี่ในมือน้อย คือถ้าไม่นับสัมปทานจะเหลือแค่ 850 MHz และใช้ได้ถึงปี 2568 เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต่อให้ แคทโฟกัสธุรกิจในส่วนของสมาร์ท ซิตี้ IoT รวมถึง การเดินตามมติ คนร.แล้วก็ตาม ก็ยังเลี้ยงพนักงานทั้งหมดของแคทในภาพรวมไม่ได้ เพราะพวกนี้มาร์จิ้นมันนิดเดียว บริการคลาวด์ยังต้องใช้เวลาในการราวนด์อัพ ธุรกิจ ซับมารีนเคเบิลเองมาร์จิ้นก็บางมากแค่ราว 5% แม้ธุรกิจ 2 ตัวนี้ยังไปได้ แต่ 50% ของรายได้ปัจจุบัน ยังมาจากโมบาย
          ฉะนั้น คลื่นยังเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องหามาให้ได้ ซึ่งเรายังมีเวลาถึงปี 2568
          ฉะนั้น ตอนนี้สิ่งที่ทำคือ ถ้ายังไม่สามารถหาช่องทางให้แคทได้สิทธิ์ในคลื่นมาได้ ก็ต้องเร่งสร้างรายได้ในช่วงเวลานี้เพื่อนำเอารายได้ก้อนนี้ไปหาพาร์ตเนอร์ธุรกิจเพื่อเข้าประมูลคลื่น
          กระบวนการตามมติ คนร.
          การเดินหน้าตามมติ คนร.พยายามทำให้ได้ตามแผนอยู่แล้ว แต่จะให้บริษัทลูกเปิดดำเนินการได้ทันทีใน ก.ค.นี้ ตามที่ นายกรัฐมนตรีระบุไว้คงยาก การจะเปิดดำเนิน การบริษัทใหม่ต้องปรับโครงสร้าง ต้องจัด คนลงงานสรรหาพนักงานตัวจริง ต้องตั้งบอร์ด ฉะนั้น มองว่าน่าจะเป็นแค่อินทีริมสเตตที่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาทำงานร่วมกันได้ เมื่อโอเปอเรตได้แล้ว การสรรหาตัวพนักงานลงมาก็ต้องให้ทีมบริหารที่ตั้งขึ้นเป็นคนพิจารณา น่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่า
          "มันไทด์มาก ๆ และแต่ละตัวเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องรอบคอบมาก ๆ ตอนนี้ ก็ให้ที่ปรึกษาที่จ้างมาศึกษาให้รอบคอบที่สุด เพราะโจทย์ของ คนร.คือ ลดความซ้ำซ้อน แต่โจทย์ของเราคือลดความซ้ำซ้อนและแคทต้องอยู่รอดด้วย"
          ปี 2560 นอกจากจะเป็นปีที่ทุกคนในแคทต้องเหนื่อยให้มากขึ้น ยังเป็นปีแห่งโอกาสของแคท เพราะก็มีความชัดเจน มากขึ้น อย่างธุรกิจโมบาย MVNO การเจรจา กับรายใหม่อีก 1 รายเกือบจะเรียบร้อยแล้ว แล้ว กสทช.เพิ่งอนุมัติให้แคททำ MVNO สำหรับบริการทรังก์โมบายด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลได้
          ปี 2560 อย่างไรก็ต้องทำกำไร แต่จะกำไรด้วยโอเปอเรชั่นทำมาหาได้เอง หรือด้วยสินทรัพย์เก่า ด้วยการร่วมทุนกับดีแทค ต้องจบ ดีลเสากับกลุ่มทรูต้องจบ เงินรายได้ตามสัญญาที่ยังค้างกันไว้ก็ต้องจบ เพราะเป็นมติ คนร. ซึ่งก็จะทำรายได้ให้หลายหมื่นล้าน แต่เราไม่ได้สนใจกับก้อนนี้เป็นพิเศษ เพราะมันไม่ได้มาจากการโอเปอเรชั่น
          มนต์ชัย  หนูสง
          กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที
          ภารกิจและความท้าทาย
          ความท้าทายสำคัญ คือ โครงการอินเทอร์เน็ตประชารัฐ ทีโอทีต้องระดมพลังทั้งหมดที่มี เพื่อติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ต 24,700 หมู่บ้านให้เสร็จทันในปีนี้ตามที่ได้รับมอบหมาย ทีโอทีต้องทำให้ได้ ทำให้ไว และไม่โกง เพราะโครงการนี้คือการทดสอบของรัฐบาลถึงเหตุผลในการดำรงอยู่ของทีโอที
          ฉะนั้น ยามนี้จึงต้องทุ่มพลังกันเต็มที่ มากกว่า 150% ถ้าทำไม่ได้ไม่ใช่แค่ตัว ซีอีโอไม่รอด ทีโอทีเองก็อาจไม่รอด นี่คือ สิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนทั้งในรัฐบาลและคนข้างนอกย้ำกับผมทุกครั้งที่เจอกัน เพราะนี่คืออาชีพดั้งเดิมของเรา ถ้ายัง ทำไม่รอดก็นะ จะมีหน้าไปสู้ใครได้
          ขณะเดียวกัน ที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการเดินหน้าตามมติ คนร.ที่ต้องการให้บริษัทลูกร่วมกับแคท ที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ต้องเร่งทำให้เสร็จภายใน ก.ค.นี้
          มีเวลาอีก 6 เดือนที่จะทำให้บริษัทโอเปอเรตให้ได้ ทั้งเรื่องโครงสร้างใหม่ เรื่องคน สิ่งสำคัญ คือในส่วนของการประเมินทรัพย์สินของแต่ละฝ่ายเพื่อสะท้อนกลับมาเป็นสัดส่วนหุ้นในบริษัท ซึ่งตรงนี้ก็หนักใจอยู่ว่าต่างฝ่ายจะมอง ไม่ตรงกัน แต่ก็ยังเชื่อว่าจะหาแฟร์แวลูได้
          อีกสิ่งที่สำคัญคือ การจะออกแบบองค์กรใหม่ให้คนสามารถแสดงฝีมือได้เต็มที่ และสะท้อนเชื่อมโยงไปถึง ผลตอบแทนที่จะได้รับ ตรงนี้ต้องหารือกันกับทั้งทีโอที แคท รวมถึงสหภาพ แรงงานของทั้งคู่ ซึ่งจะมีบทบาท สำคัญที่จะทำให้งานนี้เดินหน้าไปได้โดยไม่สะดุด
          ในแง่ผลการดำเนินงานยังติดลบ ?
          เนื่องจากการตั้งบริษัทลูกร่วมกับแคทยังมีความซับซ้อน และยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้
          ในส่วนของการตั้งเป้าผลประกอบการปี 2560 เรายังไม่นำรายได้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากส่วนนี้เข้ามารวมด้วย ดังนั้น ประมาณการรายได้ของทีโอทีในปีนี้ ในกรณีที่เป็นเบสต์เคสจะมีรายได้ราว 50,000 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) 5,000 ล้านบาท แต่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท มากกว่าปี 2559 ที่ขาดทุนสุทธิ 5,800 ล้านบาท เนื่องจากทีโอทียังมีภาระ ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินตามมาตรฐานบัญชีอยู่พอสมควร
          ปี 2559 ประมาณการผลประกอบการ ทีโอที ดีกว่าที่คาดไว้เมื่อต้นปี 2559 ที่คาดว่า จะขาดทุนสุทธิกว่า 14,000 ล้านบาท แต่สิ้นปีขาดทุนสุทธิที่ 5,800 ล้านบาท ดีขึ้นจากการประหยัดค่าใช้จ่ายที่ทำได้มาก แทบจะเรียกว่ามากเป็นประวัติการณ์ และการ มีรายได้เพิ่มจากพันธมิตรอย่างเอไอเอส ที่ได้เริ่มทำสัญญาทดลองทดสอบกัน หลายตัวแล้ว
          สำหรับปีนี้ก็ต้องเดินหน้าเจรจากับสัญญาเป็นพันธมิตรระยะยาวให้เสร็จ เพื่อให้ทีโอทีมีรายได้จากทรัพย์สินในมือ ซึ่งขณะนี้ทั้งคู่ก็ได้ดูร่างสัญญาร่วมกันในระดับคณะทำงานแล้ว ก็คงต้องส่งให้ทางฝ่ายกฎหมาย และผ่านบอร์ด ผ่านอัยการสูงสุดอีก เนื่องจากสัญญามีความซับซ้อนก็อาจทำให้ล่าช้าได้
          ปีนี้เรียกว่าต้องทำให้เสร็จให้ได้ เพราะสัญญาพันธมิตรทั้งหมดจะสร้างรายได้ให้ทีโอทีปีละประมาณ 9,500 ล้านบาท
          ยังคงต้องพึ่งเอกชน
          ในส่วนของทีโอทีที่ทำมาหาได้เอง ก็ต้องเร่งเดินหน้าและปรับปรุงคุณภาพ โดยเฉพาะธุรกิจบรอดแบนด์ที่เป็นรายได้หลัก 1 ใน 3 ของทีโอที จำเป็นต้องมีการปรับปรุงคุณภาพและปรับโครงสร้างต้นทุนในการให้บริการให้ได้ในปีนี้ เพราะยังมีหลายส่วนที่สูงกว่าคู่แข่งมาก รวมถึงการ พัฒนาคลื่น 2300 MHz เพื่อนำมาให้บริการบรอดแบนด์ที่ตั้งเป้าว่าจะเริ่ม เปิดให้บริการได้ในไตรมาส 3 ไม่เกินไตรมาส 4 ปี 2560 ซึ่งทีโอทีมีฐานลูกค้าอยู่แล้วราว 200,000 ราย ตรงนี้ก็น่าจะเพิ่มขึ้น หลังปรับปรุงเทคโนโลยี
          ต้องหาพันธมิตรเพิ่มเติม
          ส่วนการหาพันธมิตรมาร่วมด้วยน่าจะได้ข้อสรุปราวกลางปี โดยในปีนี้คาดว่า จะสร้างรายได้เข้ามาราว 700-800 ล้านบาท แต่จะเป็นการวางรากฐานในการหารายได้ในปีต่อ ๆ ไป รวมถึงการขยายศักยภาพในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของชุมชนด้วย
          ตอนนี้ทีโอทีอยู่ในโหมดแก้ไขเพื่อเอาตัวให้รอด ถ้าทำบรรดาโครงการที่วางไว้ให้เสร็จในปีนี้ก็น่าจะรอด ปีนี้ของทีโอทีจึงไม่นับเวลาเป็นเดือน แต่ต้องให้ทุกคนนับเป็นวัน เพราะงานแต่ละโครงการในปีนี้ถ้าพลาดไปจะส่งผล กระทบกับทีโอทีในหลายส่วนมาก แต่ ณ จุดนี้ก็ยังมั่นใจว่าเราจะรอด