ADVANCไม่กระทบโทรวินาที ราคาพื้นฐาน 200 บาท-ค่าเยียวยา 7 พันล้านไม่จบง่าย

 ราคาพื้นฐาน 200 บาท-ค่าเยียวยา 7 พันล้านไม่จบง่าย
          เชียร์ซื้อหุ้น ADVANC โบรกเกอร์ไม่เปลี่ยนใจแม้กทค.มีมติเรียกเก็บเงินเยียวยา 7,221 ล้านบาท ตอกย้ำพื้นฐานดีเหนือคู่แข่ง พร้อมเติบโตระยะยาว ให้ราคาเป้าหมาย 200 บาท
          รายงานจากนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC แม้ล่าสุดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติเรียกเก็บเงินที่เกิดช่วงเยียวยาคลื่น 900 MHz จำนวน 7,221 ล้านบาท และไม่ได้มีการปรับประมาณการกำไรบริษัท
          ดังนั้นปัจจุบันให้คำแนะนำซื้อหุ้น  ADVANC กำหนดราคาเป้าหมายอยู่ที่ 200 บาทและต้องรอดูท่าทีจากทาง ADVANC จะดำเนินการอย่างไรนับต่อจากนี้และจะมีการยื่นอุทธรณ์หรือไม่ หาก  ADVANC เลือกจ่ายเงินดังกล่าวเลย อาจมีการทบทวนประมาณการอีกครั้ง
          ทั้งนี้ภายใต้ประมาณการล่าสุด ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินงวดปี 2560 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 32,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดปี 2559 ที่คาดมีกำไรสุทธิ 30,300 ล้านบาท เพราะแม้มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดและค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนเครื่องมือถือที่สูงขึ้น แต่โดยภาพรวมแล้วยังคงมีแนวโน้มดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในระยะยาว เพราะได้รับปัจจัยหนุนจากการก้าวเข้าสู่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และเทคโนโลยี 4G
          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประชุมกทค. เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2560 ได้มีมติ ได้แก่ 1.ให้ค่ายมือถือต้องมีโปรโมชั่นรายวินาทีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของโปรโมชั่นที่มีอยู่ ส่วนนี้จะไม่มีผลต่อประมาณการรายได้ให้บริการของกลุ่มเนื่องจากปัจจุบันโปรโมชั่นรายวินาทีที่ออกมาไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบโปรโมชั่นหลักที่คิดค่าโทรเป็นรายนาที
          2.จากกรณีมีมติให้เรียกเก็บเงินจาก ADVANC ที่เกิดช่วงระยะเวลาเยียวยา สำหรับการให้บริการคลื่น 900MHz จำนวน 7,221 ล้านบาท ถือว่าตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่บริษัทคำนวณอย่างมีนัยยะ โดยคาดว่า ADVANC จะยื่นคัดค้านวิธีการคำนวณกับ กทค.ต่อไป
          3.มีมติเรียกเก็บเงินสำหรับการให้บริการคลื่น 1800MHz ช่วงระยะเวลาเยียวยาเลื่อนออกไปอีก 30 วัน คาดจะไม่มีผล เพราะผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องอย่าง ADVANC และ TRUE มีการยื่นฟ้องศาลปกครองกลางในการยกเลิกคำสั่งของกสทช. เกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินดังกล่าวแล้วก่อนหน้า จึงแนะนำ เท่ากับตลาดสำหรับกลุ่ม เพราะเห็นผลกระทบที่จำกัดจากมติของ กทค.
          แหล่งข่าววงการสื่อสารโทรคมนาคม กล่าวถึง กรณีมติบอร์ดกทค. ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ ADVANC นำส่งเงินรายได้จากการใช้งานคลื่นความถี่ 900MHz ในช่วงมาตรการเยียวยาหลังหมดสัญญาสัมปทานระหว่าง 1 ต.ค.2558-30 มิ.ย.2559 จำนวนเงินทั้งสิ้น 7,221 ล้านบาทเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน โดยหากเอไอเอสไม่เห็นด้วยจะสามารถทำเรื่องอุทธรณ์ หรือใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองได้
          ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า ในส่วนของเงินรายได้จากการใช้งานคลื่น 1800MHz ของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี ที่กินเวลากว่า 2 ปีตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2556-3 ธ.ค.2558 นั้น บอร์ดกทค.กลับไม่สามารถชี้ขาดได้ โดยที่ประชุมมีมติให้ถามความเห็นเพิ่มเติมจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกระทรวงการคลัง จากนั้นให้คณะทำงานสรุปเพื่อเสนอบอร์ดกทค.พิจารณาภายใน 30 วัน
          สำหรับสาเหตุที่บอร์ดกทค.ยังไม่สามารถชี้ขาดเงินรายได้นำส่งรัฐจากการใช้คลื่น 1800MHz ได้ทั้งที่ผ่านมากว่า 2 ปีนั้น เพราะตัวเลขรายได้นำส่งรัฐที่คณะทำงานตรวจสอบรายได้ซึ่งกทค.แต่งตั้งขึ้นได้สรุปตัวเลขรายได้นำส่งรัฐที่ 2 ค่ายมือถือคือทรูมูฟ และดีพีซีจะต้องนำส่งรัฐรวมทั้งสิ้น 14,868.83 ล้านบาท แยกเป็นของทรูมูฟ 13,989.24 ล้านบาทและดีพีซี 879.59 ล้านบาท
          ทั้งนี้ เมื่อรายงานไปยังบอร์ดกทค. กลับปรากฏว่า สำนักงาน กสทช.กลับตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาใหม่และทบทวนการคำนวณรายได้นำส่งรัฐใหม่ออกมาได้เพียง 3,967.81 ล้านบาททำให้บอร์ดกทค.ไม่สามารถชี้ขาดได้ ก่อนจะขอให้ กสทช.ทำเรื่องสอบถามความเห็นไปยังกระทรวงการคลังและสตง.ว่าสมควรจะยึดถือฐานรายได้ใดเป็นหลัก เพื่อปัดความรับผิดชอบโดยหวังจะอาศัยความเห็นของคลัง-สตง.เป็นเกราะกำบัง ทั้งที่สองหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้มาร่วมรับรู้ตื้นลึกหนาบางและกระบวนการคำนวณรายได้ในช่วงมาตรการเยียวยาด้วยแม้แต่น้อย
          นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวเลขรายได้นำส่งรัฐของการใช้คลื่น 900 ที่กทค.มีคำสั่งให้เอไอเอสจ่ายเข้ารัฐที่มีระยะเวลาเยียวยา 8 เดือนจาก 1 ต.ค.2558-30 มิ.ย.2559 มีวงเงินสูงถึง 7,221 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้นำส่งรัฐของทรูมูฟจากการใช้คลื่น 1800MHz ที่สำนักงาน กสทช.คำนวณออกมาได้เพียงแค่ 3,900 ล้านบาท
          ทั้งที่มีระยะเวลาเยียวยานานถึง 2 ปีและฐานลูกค้าทั้งสองรายในช่วงสิ้นสุดสัมปทานก็ใกล้เคียงกันคือ 17-18 ล้านเลขหมาย แต่ตัวเลขกลับแตกต่างกันลิบลับ จนก่อให้เกิดการวิพากษ์กันอย่างหนักสำนักงาน กสทช.ไปเอาฐานตัวเลขรายได้มาจากไหน
          ขณะที่นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า สำหรับเงินที่ทาง กทค.มีมติเรียกเก็บเงินที่เกิดในช่วงมาตรการเยียวยาคลื่น 900MHz จากทาง ADVANC จำนวน 7,221 ล้านบาท โดย ADVANC จะต้องนำเงินมาชำระภายใน 30 วัน ตามคำสั่งการปกครอง เพื่อจะนำเงินส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป
          สำหรับเงินที่เรียกเก็บจำนวนเงินดังกล่าวนั้น รวมค่าเช่าโครงข่ายที่ทาง ADVANC ต้องจ่ายให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แต่ขณะนี้ทางทีโอทียังไม่ได้มีการยื่นรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่ายมาให้แก่ทางกสทช. เพราะกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบงบประมาณ หากทีโอทีส่งรายละเอียดมาทาง กสทช.จะให้ทีมงานพิจารณาเพื่อจ่ายเงินดังกล่าว และในส่วนที่เหลือก็จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด
          ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น ADVANC ล่าสุดในวานนี้ (12 ม.ค.) ปิดการซื้อขายอยู่ที่ระดับ 154 บาท ปรับลดลง 1 บาท หรือคิดเป็น 0.65% เมื่อเทียบราคาปิดก่อนหน้า โดยทำราคาสูงสุดของวันที่ 156 บาท ต่ำสุดของวันที่ 153.50 บาท มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 1,127 ล้านบาท
          ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางที่ประชุมกทค.ได้มีมติเรียกเก็บเงินที่เกิดในช่วงเยียวยาคลื่น 900MHz ตั้งแต่วันที่ 1.ต.ค.58-30 มิ.ย.59 กับทาง ADVANC รวมทั้งสิ้นจำนวน 7,221 ล้านบาท เพื่อที่จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป โดยจำนวนเงินดังกล่าวรวมค่าเช่าใช้โครงข่ายของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที เรียบร้อยแล้ว
          อย่างไรก็ตามขณะนี้ทีโอที ยังไม่ได้มีการยื่นรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่ายมาให้แก่กสทช. เพราะกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบงบประมาณ หากทีโอทีส่งรายละเอียดมาทางกสทช.จะให้ทีมงานพิจารณาเพื่อจ่ายเงินดังกล่าว และในส่วนที่เหลือก็จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินทั้งหมด
          ส่วนความคืบหน้ากรณีเรียกเก็บเงินเยียวยาในคลื่น 1800MHz จากบริษัท ทรู มูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ล่าสุดที่ประชุมมีมติให้คณะทำงานตรวจสอบเป็นผู้สรุปรายละเอียดค่าใช้จ่ายและเสนอให้กสทช.ภายใน 30 วัน หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการส่งเรื่องให้ทั้งกระทรวงการคลัง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา ซึ่งยังคงมีความเห็นในบางข้อที่แตกต่างกันอยู่ จึงส่งมอบให้คณะทำงานตรวจสอบเป็นผู้สรุปแนวทางที่ชัดเจน