รายงาน: ตั้งบริษัทลูก"ทีโอที-กสท"บันไดก้าวแรกควบธุรกิจ

เปิดศักราชปีไก่ เริ่มเห็นร่องรอยควบรวมธุรกิจระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นไปตามโรดแมปของคนร. (คณะกรรม การนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ) ที่ต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กรกฎาคม ของปีนี้
          ทั้งนี้พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของกสท  ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทที่ปรึกษา คือ บริษัท ดีลอยท์ จำกัด และ ทีโอที พร้อมที่ปรึกษาทีโอที คือ บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์แอนด์คูเปอร์สฯ มีความเห็นร่วมกันที่จะควบรวมธุรกิจโครงข่ายระหว่างประเทศ หรือ บริษัท NGN และ ดาต้าเซ็นเตอร์ (IDC) เป็นบริษัทเดียวกันภายใต้ชื่อ NGDC
          ย้อนรอย
          เป็นเพราะ ทีโอที และกสท  ถูกติดอันดับ 2 ใน 7 รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากมีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
          นั่นจึงเป็นที่มาที่ คนร.ให้ 2 หน่วยงานรัฐเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ โดยก่อนหน้านี้ คนร.ได้มอบหมายให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที (เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี) หารูปแบบเพื่อปรับโครงสร้างครั้งนี้
          โครงสร้างเดิม
          ภายหลังคนร.มอบหมายให้กระทรวงไอซีที ไปบริหารจัดการได้มีการแต่งตั้งให้ นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชพงษ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีไอซีที เป็นผู้รับผิดชอบ โดยโครงสร้างธุรกิจประกอบไปด้วยการจัดตั้งบริษัท ลูก 3 บริษัท เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของทีโอที และกสทได้แก่ 1. บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศฯ(NBN CO) 2.บริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศฯ (NGN CO) และ 3.บริษัทศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ตฯ (IDC CO) โดยเบื้องต้นทั้ง 3 บริษัทจะเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ยกเว้นบริษัท ไอดีซีฯ จะต้องเป็นเอกชนเพื่อให้มีความคล่องตัวในการแข่งขัน
          ไม่เพียงเท่านี้ คนร.กำหนดกรอบระยะเวลาการจัดตั้ง 3 บริษัทย่อยจะต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 และต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษามาวางแผนธุรกิจและประเมินทรัพย์ให้แล้วเสร็จ
          "พนักงานจะมั่นใจได้อย่างไร ว่า การตั้งบริษัทลูกจะไม่ใช่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แล้วนำทรัพย์สินไปให้เอกชน พนักงานจะได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ ทราบมาว่าการตั้งบริษัทลูกจะเป็นรูปแบบรัฐวิสาหกิจ ก่อน 3 ปี จากนั้นจะเปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุนในสัดส่วน 51% เท่า กับเป็นการขายทรัพย์สินของชาติให้เอกชน" นั่นคือคำบอกเล่าของนายสังวรณ์พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้
          โครงสร้างใหม่
          อย่างไรก็ตามหลังมีการเปลี่ยน แปลงรัฐมนตรีไอซีทีจาก นายอุตตม สาวนายน มาเป็นายพิเชษฐ์ ดรุงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี
          แต่ทว่าโมเดลการควบรวมธุรกิจของ 2 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีการเปลี่ยน แปลงไปจากสูตรเดิม โดยเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก  พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าแผนควบรวมธุรกิจระหว่าง กสท กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามมติของ คนร. ว่า ที่ปรึกษาของ กสท คือ บริษัท ดีลอยท์ จำกัด และ ที่ปรึกษาของ ทีโอที คือ บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์แอนด์คูเปอร์ส จำกัด มีความเห็นร่วมกันที่จะควบรวมธุรกิจโครงข่ายระหว่างประเทศ หรือบริษัท NGN และดาต้าเซ็นเตอร์ (IDC) เป็นบริษัทเดียวกันในชื่อ NGDC
          เหตุผลที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่ คนร.กำหนดให้จัดตั้ง 3 บริษัทย่อย คือ NGN, NBN และ IDC โดยจะนำแผนเสนอ ให้คนร.พิจารณาอนุมัติในวันที่ 9 มกราคม 2560 เนื่องจากธุรกิจ NGN โดยเฉพาะเคเบิลใต้น้ำลงทุนสูง แต่กำไรมีแนวโน้มลดลงจากการแข่งขันด้านราคา ขณะที่ IDC มีการเติบโตทุกปีประมาณปีละ 25% ซึ่งจะถึงจุดคืนทุนได้เร็ว และสามารถทำกำไรต่อไปได้
          "การรวมทั้ง 2 บริษัทเพื่อลดความซ้ำซ้อนเพิ่มมูลค่า และช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ได้อย่างยั่งยืน เช่น โอกาสทำตลาดในกลุ่มคอนเทนต์ โพรไวเดอร์ต่างชาติที่รัฐบาลมีเป้าหมายส่งเสริมให้เข้ามาตั้งฐานในไทย"
          ลดความซ้ำซ้อน
          ขณะที่แหล่งข่าวจาก บริษัท ทีโอที จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลคงเห็นว่าการทำภารกิจในลักษณะเดียวกันทำให้เกิดการลงทุนซ้ำซ้อน ดังนั้นต้องการนำทรัพย์สินรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจเพิ่มขึ้น
          "เมื่อรัฐบาลเห็นว่าเกิดความซ้ำซ้อนก็ต้องแก้ปัญหาในส่วนนี้ถ้าลดแล้วดีเราก็ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้เชื่อไปทั้งหมดเพราะในหลักการของทั้งทีโอที และ แคท ทำตามแบบมีเหตุผล" แหล่งข่าวกล่าว
          สิ้นปี 59 กสท กำไร 800 ล.
          สำหรับผลประกอบการของ กสท ในปี 2559 คาดว่ามีกำไร 800 ล้านบาท เนื่องจากในช่วง 11 เดือน มีรายได้รวม 4.6 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,800 ล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปี 2559 จะมีรายได้รวม 5 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิ 3,100 ล้านบาท เป็นรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 50%, ธุรกิจบรอดแบนด์ และบริการอินเตอร์เน็ตต่างประเทศ รวมทั้ง โทร.ทางไกลระหว่างประเทศ 16% และธุรกิจอื่นๆ อีก 14% ส่วนอีก 20% มาจากรายได้สัมปทาน
          ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลภายใต้การ นำของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ จะสามารถรวมโครงสร้างธุรกิจ "ทีโอที และ กสท" ได้หรือไม่เพราะทั้งพนักงานและสหภาพของ 2 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ เชื่อว่าแม้จะเป็นนโยบายปรับโครงสร้างให้คล่องตัว
          เพราะสุดท้ายธุรกิจเหล่านี้ต้องตกไปอยู่ในอุ้งมือเอกชน!