ฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจแก้ปัญหาไม่ตก คืบหน้าช้า

เรื่อง | เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
          เป็นเวลา 2 ปี ที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน สั่งให้มีการฟื้นฟูรัฐวิสากิจ 7 แห่ง ที่มีการดำเนินงานและฐานะอยู่ในขั้นวิกฤต ให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณเงินภาษีของประชาชน
          รัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์
          จะเห็นว่ารัฐวิสาหกิจทั้งหมดมีความสำคัญกับเศรษฐกิจทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร และการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งการที่รัฐวิสาหกิจเหล่านี้มีปัญหาย่อมทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหาไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          ย้อนกลับไปเมื่อตอนรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ถูกบรรจุเข้าอยู่ในแผนฟื้นฟู ปรากฏว่า เอสเอ็มอีแบงก์จะมีปัญหารุนแรงกว่าทุกราย เพราะมีหนี้เสียจำนวนมากถึง 4 หมื่นล้านบาท หรือ 50% ของ สินเชื่อทั้งหมด เนื่องจากมีการทุจริตของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารของแบงก์ในการปล่อยสินเชื่อ แม้แต่ลูกหนี้ก็ยังพบว่า มีหลายกรณีที่ร่วมมือทุจริตธนาคารด้วย จนมีการประเมินว่าสุดท้ายอาจจะต้องปิดเอสเอ็มอีแบงก์ในที่สุด
          แต่ปรากฏว่า การฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ 2 ปีที่ผ่านมา เอสเอ็มอีแบงก์กลับมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหามากที่สุด หนี้เสียลดลงอย่างรวดเร็ว มีการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มาก สามารถปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบ
          การรายย่อยไม่เกิน 15 ล้านบาท/รายได้ตามแผน ล่าสุดปี 2556 ธนาคารมีกำไร 1,600 ล้านบาท จนการประชุม คนร.ล่าสุดขอเวลา อีก 3 เดือนก่อน เพื่อพิจารณาเอสเอ็มอีแบงก์ออกจากแผนฟื้นฟู
          ในส่วนของไอแบงก์ ก่อนเข้าแผนฟื้นฟูฯ ก็มีปัญหาไม่แพ้เอสเอ็มอีแบงก์ ผ่านมา 2 ปี ก็สามารถฟื้นฟูได้ขึ้นมา ระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลก็ต้องเข้าไปแบกรับภาระจำนวนมาก ทั้งการต้องเพิ่มทุนให้อีก 1.8 หมื่นล้านบาท การตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IAM) เพื่อรับโอนหนี้ด้อยคุณภาพ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่ง คนร.ขีดเส้นใต้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ รวมทั้งจะต้องทำกำไรให้ได้ ถึงจะประเมินได้ว่าการฟื้นฟู โดยใส่เงินเข้าไปจำนวนมากใน ไอแบงก์มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจกับเงินภาษีที่เสียไป
          สำหรับการฟื้นฟู บริษัท การบินไทย ถือว่ามีความคืบหน้าพอใจ เมื่อเทียบกับฐานะที่ย่ำแย่ตอนเข้าแผนฟื้นฟู โดยมีผลประกอบการดีตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2559 แต่ก็ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไขอย่างเคร่งครัด เช่น เร่งจัดทำระบบขายตั๋วให้สามารถเพิ่มสัดส่วนการขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต และพิจารณาความเหมาะสมในการลงทุนในบริษัทลูกต่างๆ จึงทำให้การฟื้นฟูการบินไทย 2 ปีที่ผ่านมา ยังบอกไม่ได้ว่าบริษัทการบินไทยแข็งแรงสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้หรือยัง
          ขณะที่รัฐวิสาหกิจอีก 4 แห่งที่เหลือ ถือว่ามีความคืบหน้าในการฟื้นฟูน้อยมาก ทั้ง ขสมก.ที่ต้องมีการปรับปรุงการให้บริการ การบริหารเส้นทาง หรือการบริหารความปลอดภัย ที่ไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม นอกจากนี้การปรับปรุงการบริการโดยการซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ที่ต้องเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ก็มีปัญหาผู้ชนะการประมูลมีการนำเข้าสำแดงแหล่งที่มาของรถเมล์เป็นเท็จ ทำให้การนำเข้ารถบางส่วนถูกกรมศุลกากรจับกุมและยึดไว้ จนไม่สามารถส่งมอบรถให้ ขสมก.ได้ตามกำหนด
          นอกจากกระทบกระเทือนแผนการฟื้นฟูฐานะ ขสมก.แล้ว ยังทำให้ระบบการทำสัญญาคุณธรรมที่รัฐบาลต้องการใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความไม่ชอบมา พากลในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหมดไปนั้น ล้มเหลวไม่เป็นท่าและไม่มีความ น่าเชื่อถือต่อไปอีกด้วย
          ขณะที่การฟื้นฟูฐานะ รฟท.ก็ยังเดินวนอยู่กับปัญหาอดีตที่ไม่มีความคืบหน้า มีผลขาดทุนสะสมรวมกว่า 1 แสนล้านบาท การพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ยังเดินหน้าไม่ได้ การลงทุนใหม่ยังล่าช้า ที่ผ่านมารัฐบาลให้ รฟท.นำที่ดินย่านมักกะสันมาแลกกับการชดใช้หนี้ 6 หมื่นล้านบาท กับกระทรวงการคลัง แต่ รฟท.ก็หวง อยากเอาไว้ทำเอง มีการทอดระยะเวลาการ ส่งมอบ โดยการส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า กระทรวงการคลังสามารถนำที่ดินไปให้เอกชนพัฒนาต่อได้หรือไม่ เมื่อกฤษฎีกาตีความว่ากระทรวงการคลังนำไปให้เอกชนพัฒนาต่อได้ รฟท.ก็พยายามขอ คนร.นำที่ดินมักกะสันกลับมาบริหารเองอีก
          ล่าสุด คนร.สั่ง รฟท.ว่า หากต้องการบริหารที่ดินมักกะสันเอง ก็ให้ไปทำแผนปฏิบัติการการลงทุนที่ชัดเจน รวมถึงแนวทางว่าจะสามารถลดภาระหนี้ของ
          รฟท.ที่มีอยู่กว่า 1 แสนล้านบาทได้อย่างไร ก่อนที่ คนร.จะตัดสินว่าจะให้ รฟท.บริการที่ดินย่านมักกะสันหรือไม่ ส่งผลให้การฟื้นฟูฐานะของ รฟท.ที่ผ่านมา 2 ปี ย่ำอยู่กับที่ ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม
          สุดท้าย การฟื้นฟูบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม มีความคืบหน้าช้าๆ การประชุม คนร.ล่าสุดมีรายงานการตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท โดยการควบรวมธุรกิจโครงข่ายระหว่างประเทศ (NGN) และดาต้าเซ็นเตอร์ (IDC) ของทั้งสองบริษัท เพื่อตั้งเป็นบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ NGDC ดำเนินธุรกิจเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำและอินเทอร์เน็ตดาต้าเซ็นเตอร์ และ NBN ในการดำเนินธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ โดยยังต้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับทั้งสองหน่วยงาน กำหนดแผนธุรกิจให้ชัดเจนอีกครั้ง และเสนอให้ คนร.ชุดใหญ่พิจารณาต่อไป ทำให้ยังไม่เห็นภาพว่า รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งจะดำเนินธุรกิจสื่อสารสู้กับเอกชนที่มีการทำการตลาดที่แข็งแกร่งต่อไปได้อย่างไร
          ความล่าช้าการฟื้นฟูของรัฐวิสาหกิจ ทำให้นายกรัฐมนตรีที่นั่งเป็นประธาน คนร.นั่งไม่ติด สั่งการทุกคณะที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ โดยให้เวลา 3 เดือน หาข้อยุติในทุกเรื่องที่ค้างอยู่ หากพ้น 3 เดือนไปแล้วไม่คืบหน้า ไม่ได้ข้อยุติ ก็อาจจะต้องมีการผ่าตัดใหญ่การฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจอีกครั้ง เพราะพบว่าที่ผ่านมาการฟื้นฟูยังมีปัญหาทั้งในส่วนของคณะกรรมการต่างๆ รวมถึงผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจเอง
          การกำหนดเส้นตายการทำงานถือเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้ผู้เกี่ยวข้องตื่นตัวแก้ไขรัฐวิสาหกิจต่างๆ ให้เห็นมีผลคืบหน้าเป็นรูปธรรม เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาการฟื้นฟูยังถือว่าคืบหน้าน้อย ยังห่างไกลเป้าหมายที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจทั้งหมดกลับมาเข้มแข็งเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริง