ธปท.เข้มมาตรฐานไอทีรับมือฟินเทค

พรสวรรค์ นันทะ
          บริการทางการเงินที่เปลี่ยนไป กลายเป็นแอพพลิเคชั่นทางการเงินใหม่ๆ ที่ย้ายเข้ามาอยู่บนโทรศัพท์มือถือ (โมบาย แบงก์กิ้ง) แทนรูปแบบการทำธุรกรรมเดิม ทำให้ผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมาตรฐานระบบไอทีมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้บริการของประชาชน พร้อมกับการปรับโครงสร้างองค์กร ธปท.ใหม่มารองรับ
          วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.ให้ความสำคัญกับการ ดูแลฟินเทคมากขึ้น เพราะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจและเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ 2-3 เรื่อง คือ 1.การเข้าถึงบริการผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ของคนไทย ให้ปลอดภัยและมั่นใจในการใช้บริการมากขึ้น โดยข้อมูลเดือน ก.ย. 2559 มีการใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง 14 ล้านบัญชี และใช้โมบายแบงก์กิ้งประมาณ 19 ล้านบัญชี ที่โอนเงินเฉลี่ย 2.9 หมื่นล้านบาท/วัน หรือวันละ 4 ล้านรายการ สอดคล้องกับการลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ 19 ล้านบัญชี สะท้อนว่าคนไทยใช้บริการอยู่พอสมควร
          2.ช่วยลดโครงสร้างต้นทุนการเงินของสถาบันการเงินไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ ปีละ 1.5 หมื่นล้านบาทลง โดยปี 2559 ถือเป็นครั้งแรกที่มีการขอปิดสาขามากกว่ามาขอเปิด เพราะเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการให้บริการ และต่อไปเทคโนโลยีจะมาแรงและ เร็วขึ้นอีก
          ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า รูปแบบธุรกรรมการเงินที่เปลี่ยนไป ทำให้ ธปท.ต้องปรับการทำงานขององค์กรด้วย โดยในส่วนการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ได้ปรับโครงสร้างใหม่ให้มี 3 ฝ่ายที่สำคัญ คือ แยกฝ่ายตรวจสอบไอทีออกมาจากฝ่ายประเมินความเสี่ยง เพราะเห็นว่าเป็นงานคนละประเภท และ ขณะนี้งานทั้งสองฝ่ายมีความสำคัญมากขึ้น จึงแยกงานออกมา โดยฝ่ายประเมินความเสี่ยงจะเน้นการตรวจแบบทดสอบสถาบันให้รับมือในยามวิกฤตได้ (Stress Test)
          ขณะที่ฝ่ายไอที หรือฝ่ายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน จะมารองรับเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ เช่น ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ฟินเทค รวมถึงผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ โดย ธปท.จะให้ความสำคัญกับงานด้านความปลอดภัยระบบไอที (ไซเบอร์ซีเคียวริตี้) มากขึ้น ทั้งของ ธปท. และธนาคารพาณิชย์ที่จะร่วมกับสมาคมธนาคารไทยด้วย เพราะมัลแวร์ในปัจจุบันมันเชื่อมเข้าไปในระบบได้หมด และฝังตัวอยู่ได้นาน บางกรณีนานถึง 140 วันกว่าจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น
          โดย ธปท.ได้ตั้งสายตรวจด้านไอทีขึ้นมาเพิ่ม เพื่อตรวจมาตรฐานระบบความปลอดภัยด้านไอทีของธนาคาร โดย
          การทำงานจะเข้าไปตรวจควบคู่กับการตรวจสอบของฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน ที่ต้องตรวจแบบทดสอบสถาบันให้รับมือในยามวิกฤตได้พร้อมกันนี้ ได้ยกระดับฝ่ายที่ดูแลคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Market Conduct) เพื่อดูแลให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการอย่างเป็นธรรม และเพิ่มฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงินเพื่อยกระดับความรู้คนไทย (Financial Literacy) ด้วยการตั้งศูนย์ความรู้ทางการเงินขึ้นด้วย เพื่อช่วยให้คนไทยมีทักษะ ความรู้ในการบริหารเงิน
          แม้จะมีการเตรียมรับธุรกรรมการเงินที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ผู้ว่าการธปท. ระบุว่า ไม่ได้ทำเพราะมีเป้าหมายมุ่งไปที่การเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่ต้องใช้เวลานาน อย่างสวีเดนต้องใช้เวลาถึง 15 ปี หรือแม้แต่การพูดถึงสังคมไร้เงินสด ที่หมายถึง การใช้เงินดิจิทัล (Digital Currency) และเงิน คริปโต (Crypto Currency) ฯลฯ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะถ้าไทยต้องออกเงินอิเล็กทรอนิส์ (อี-บาท) แสดงว่าทุกคนต้องมีบัญชีกับ ธปท. ไม่ได้มีบัญชี เงินฝากอยู่กับธนาคารพาณิชย์ โครงสร้างระบบการเงินจะเปลี่ยนไปทันที
          ซึ่ง ธปท.ทำไม่ได้ และไม่ได้ตั้งเป้าที่จะไปถึงจุดนั้น
          ธปท.ให้ความสำคัญกับการดูแล ฟินเทคมากขึ้น เพราะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจและเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ