แบงก์ชาติ-กสทช.วาง"3กฎเหล็ก"จ่ายผ่านมือถือ

 "แบงก์ชาติ" จับมือ กสทช. วาง 3 แนวทางดูแลความปลอดภัยผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ โดยขอซิมการ์ดใหม่ต้องใช้บัตรประชาชนจริง พร้อมเตรียมนำระบบสแกนนิ้วมือมาใช้ มี.ค.ปีหน้า ขณะ ธปท. เผยยอดใช้บริการโมบายแบงกิ้งพุ่ง 9 เดือนแรกโตเท่าตัว มั่นใจดัน พร้อมเพย์เปิดบริการไตรมาสแรกปี 60 เผยยอดผูกบัญชีรวมแล้ว 19 ล้านบัญชี
          ภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู) ในการกำกับดูแลบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ของทั้ง 2 หน่วยงาน กำกับดูแล ทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา
          ล่าสุดทั้ง 2 องค์กร ได้ยกระดับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยของบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการจับมือในครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้เกิดความ เชื่อมั่นในในการใช้บริการโมบายแบงก์กิ้ง รวมทั้งบริการพร้อมเพย์ที่จะเปิดใช้บริการ ในไตรมาส 1 ปี 2560
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า แนวทางกำกับดูแลความปลอดภัยของบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ ล่าสุดที่ กสทช.หารือกับธปท. มี 3 เรื่องที่สำคัญ คือ 1.สำนักงาน กสทช. จะทำหนังสือกำชับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ดำเนินการโอนย้าย เลขหมายให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศ กสทช. อย่างเคร่งครัด
          ขอซิมใหม่ต้องใช้บัตรปชช.จริง
          โดยการขอออกซิมการ์ดใหม่หรือการขอเปลี่ยนแปลงเจ้าของซิมการ์ด รวมทั้ง การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ นั้น ผู้ใช้บริการจะต้องนำบัตรประชาชนตัวจริงมาใช้ในการติดต่อเพื่อขอเปลี่ยนแปลงหรือโอนย้ายเลขหมายเท่านั้น
          สำหรับกรณีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน ก็ต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจด้วย โดย กสทช. ได้จัดทำมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ ตัวตนเพื่อรองรับการตรวจสอบบัตรประชาชน ดังกล่าวแล้ว เพื่อสร้างความปลอดภัยและความ มั่นใจในการใช้บริการธุรกรรมทางการเงิน และป้องกันการโอนย้ายเลขหมายที่ไม่ถูกต้อง
          สแกนนิ้วมือคาดเริ่มมี.ค.60
          ส่วนเรื่องการสแกนลายนิ้วมือเพื่อลงทะเบียนขอใช้ซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือนั้น นายฐากร กล่าวว่า น่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในเดือนมี.ค.2560 ซึ่งการลงทะเบียนดังกล่าว จะใช้สำหรับซิมการ์ดใหม่เท่านั้น ส่วนซิมการ์ด เดิมไม่จำเป็นต้องมาลงทะเบียน ยกเว้นแต่ว่า ผู้ใช้บริการซิมการ์ดเดิมอยากสร้างความปลอดภัยเพิ่มก็สามารถมาลงทะเบียนซ้ำได้ โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนในการลงทะเบียนเท่านั้น เพื่อจะเชื่อมต่อข้อมูลไปยัง กรมการปกครอง คาดว่าจะเริ่มได้ในเดือน ม.ค.ปีหน้า
          ส่วนเรื่องที่สอง คือ กสทช. และ ธปท. ตกลงร่วมกันที่จะดูแลให้เกิดความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการโมบายแบงกิ้ง และพร้อมเพย์ว่าจะได้รับการดูแลการใช้บริการทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์มือถืออย่างรัดกุม
          โดยจะแจ้งให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น จะไม่ปรากฏชื่อของผู้ใช้บริการในระดับดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บริการแล้วให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือดูแลความปลอดภัย
          สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์มือถือ มีกลไกการดูแลที่รัดกุมตามข้อ 1 และมีกลไกที่บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลไปยังสถาบันการเงินให้รับทราบและปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน
          โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่จะขอคำยินยอมจากเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ ในการนำส่งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวให้สถาบันการเงิน และหากเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ มีความประสงค์จะผูกบัญชีกับระบบ พร้อมเพย์ก็ดำเนินการได้ที่สถาบันการเงิน
          ส่วนเรื่องสุดท้าย ทาง ธปท. และ กสทช. ตกลงร่วมกันว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการขอรับคืนเงินค่าบริการโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินกรณียกเลิกการใช้บริการ ซึ่งจากเดิมผู้ใช้บริการจะต้องดำเนินการผ่านการโอนบัญชีธนาคาร หรือคืนเป็นเช็ค หรือโอนไปยังหมายเลขโทรศัพท์อื่น แต่ขณะนี้สามารถขอรับคืนเงินผ่าน อี-วอเล็ท หรือบริการพร้อมเพย์ได้แล้ว
          หากผู้ให้บริการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ จะมีโทษตั้งแต่การ เตือน ปรับ และ เพิกถอนใบอนุญาต
          9เดือนยอดใช้โมบายแบงกิ้งโต 100%
          ด้าน นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ระยะหลังประชาชนเริ่มให้ความสนใจกับการใช้บริการทางการเงินหรือการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(อีเพย์เมนท์) เพิ่มมากขึ้น สะท้อนผ่านจำนวนบัญชีที่ใช้บริการในระบบโมบายแบงกิ้งในปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 19 ล้านบัญชี ขณะที่ มูลค่าการทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ก็เพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว เมื่อเทียบ กับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความสนใจในระบบอีเพย์เม้นท์ที่มีมากขึ้น
          "คนเริ่มหันมาใช้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ขณะที่ช่องทางการให้บริการด้านอื่นๆ เริ่มลดลงตามลำดับ โดยจะเห็นว่าการใช้โมบายแบงกิ้ง และอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เพิ่มขึ้นมาก แต่เวลาเดียวกันการถอนเงินจากหรือการโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเริ่มโตช้าลง หรือลดลงด้วย อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แบงก์เริ่มปรับลดสาขาลง"
          นายวิรไท กล่าวด้วยว่า แม้การเข้ามาของอีเพย์เมนท์จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับรูปแบบการให้บริการ โดยบางแห่งเริ่มลดสาขาลง แต่ในส่วนของพนักงานไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะถ้าดูธุรกรรมโดยรวมของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น ธนาคารจึงมีการโอนย้ายพนักงานบางส่วนไปยังส่วนงาน ที่ต้องให้บริการเพิ่มขึ้น
          คาดใช้พร้อมเพย์ใช้ไตรมาสแรกปีหน้า
          สำหรับความคืบหน้าการให้บริการในระบบพร้อมเพย์นั้น นายวิรไท กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นของการเตรียมความพร้อม ซึ่งระบบพร้อมเพย์จะแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกคือ การโอนเงินจากภาครัฐไปสู่ประชาชน ซึ่งส่วนนี้เริ่มดำเนินการไปแล้วและไม่พบปัญหาใดๆ
          ส่วนการโอนเงินระหว่างประชาชนกับประชาชน ขณะนี้อยู่ในขั้นการเตรียมความพร้อม โดยต้นปีหน้าจะกำหนดระยะเวลาการเปิดให้บริการที่ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถให้บริการได้ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า