เพิ่มเกณฑ์คุมใช้โมบายแบงกิ้งธปท.ชี้ปริมาณธุรกรรมยังโตแรง

ผู้จัดการรายวัน360 - 3 หน่วยงานลงนามร่วม เรียกความเชื่อมั่นประชาชนใช้บริการทางการเงินผ่านมือถือ ได้ข้อสรุป 3 เรื่องหลัก ยอมรับปัจจุบันแบงก์ปิดสาขามากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ เผยปรับนโยบายเปิด-ปิดสาขากำหนดไว้ในแผนมาสเตอร์แพลน 3 และปรับแบบฟอร์มทำธุรกรรมใหม่ หวังลดปัญหาขายประกันพ่วงบริการทางการเงิน
          วานนี้(20 ธ.ค.)ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงาน กสทช.)สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการกำกับดูแลบริการชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินผ่านโมบายแบงกิ้ง และบริการพร้อมเพย์ที่จะเปิดในไตรมาสแรกของปี 60 จากการหารือร่วมกันได้ข้อสรุป 3 เรื่อง
          โดยเรื่องแรกสำนักงาน กสทช.จะทำหนังสือกำชับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ในการออกซิมการ์ดใหม่ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน ซิมการ์ดจะต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงของผู้ใช้บริการเท่านั้น บัตรข้าราชการไม่ได้ และในเดือนมี.ค. 60 จะใช้เครื่องสแกนนิ้วมือมาใช้เพิ่มความปลอดภัยในการพิสูจน์ตัวตน ซึ่งหากผู้ประกอบการใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษตั้งแต่ตักเตือน ปรับ พักและเพิกถอนใบอนุญาต รวมถึงรับผิดความเสียหาย ซึ่งจะคำนวณรายได้ผู้ประกอบการ ผล กระทบต่อประชาชนและสาธารณะเป็นสำคัญ
          เรื่องสอง สำนักงาน กสทช.และธปท.ตกลงร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเฉพาะเลขหมายมือถือเท่านั้นของผู้ให้บริการมือถือกับสถาบันการเงิน เพื่อรับ-ส่งหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลมายังสถาบันการเงิน ซึ่งกลไกนี้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสแรกของปีหน้า และเรื่องที่สาม กรณียกเลิกการใช้บริการหมายเลขมือถือแบบเติมเงินจะสามารถคืนเงินผ่าน e-wallet ได้ทันทีหรือผ่านพร้อมเพย์ได้ไม่เกิน 30 วันและไม่ได้กำหนดยอดขั้นต่ำจากเดิมต้องโอนเข้าบัญชีธนาคาร คืนเป็นเช็คหรือโอนหมายเลขมือถืออื่น เป็นต้น
          ชี้แบงก์ปิดสาขาเป็นเทรนด์ต้องปรับตัว
          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริการทางการเงินผ่านมือถือจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้รูปแบบการทำธุรกิจของสถาบันการเงินและธุรกิจรับเงินสดเปลี่ยนแปลงไป จึงเริ่มเห็นสถาบันการเงินปิดสาขามากขึ้น ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 (มาสเตอร์แพลน 3) เพื่อลดต้นทุนทางสังคมและประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถปรับพฤติกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ต้องใช้เวลา
          ส่วนประเด็นการขายข้อมูลของสถาบันการเงินนั้น ธปท.และสถาบันการเงินมีกลไกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด มีการออกแบบขั้นตอนการป้องกันอย่างรัดกุม รวมถึงพยายามปิดช่องโหว่การขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินพ่วงประกัน ซึ่งอาจจะมีการปรับแบบฟอร์มบริการทางการเงินใหม่ ซึ่งเป็นแผนในปี 60 โดยให้ทางศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ดูแลเรื่องนี้โดยตรง.