ส่องภัยไซเบอร์ปี 60จับตา IoT-แรนซัมแวร์

 ปฏิเสธไม่ได้ว่าภัยคุกคามจากไซเบอร์เป็นสิ่งที่มาคู่กับความนิยมในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ยิ่งปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคของ Internet of Things (IoT) และคาดว่าในปี 2563 จะมีอุปกรณ์ IoT กระจายทั่วโลกถึง 2 หมื่นล้านชิ้น
          "วิทยา จันทร์เมฆา" ผู้เชี่ยวชาญด้านเน็ตเวิร์กซีเคียวริตี้ ฟอร์ติเน็ต (Fortinet) เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก Cyber Threat Prediction 2017 ระบุชัดว่า ดีไวซ์ IoT จะเปิดโอกาสให้ภัยไซเบอร์เข้าสู่ระบบคลาวด์ ทั้งความนิยมในการนำ IoT มาสนับสนุน ระบบการจัดการแบบอัตโนมัติ ทั้งสมาร์ทซิตี้ สมาร์ทบิลดิ้ง การเชื่อมโยงกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ จึงอาจตกเป็น เป้าหมายของแฮกเกอร์ได้มากขึ้น เพราะหากเกิดการหยุดชะงักของระบบขนาดใหญ่ จะสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงได้
          ขณะที่แรนซัมแวร์ หรือมัลแวร์เรียก ค่าไถ่ ก็จะมุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ IoT เช่นกัน อาทิ การเข้าควบคุมการปลดล็อกฮาร์ดไดรฟ์ ระบบสัญญาณกันขโมยของอาคาร เพื่อรีดไถเงินจากเหยื่อ แต่มีการมุ่งเป้า ไปที่ภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่มีข้อมูลในมือจำนวนมาก อาทิ บริการสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน หรือบุคคลสำคัญต่างๆ รวมถึงสถาบันการศึกษาที่มีผู้เข้าใช้งานระบบจำนวนมาก ทำให้มัลแวร์เจาะเข้าระบบได้ง่ายจากการขาดการป้องกันและความไม่รู้ ของผู้ใช้งาน
          โดยภัยไซเบอร์ที่จะได้เจอในปี 2560 จะชาญฉลาดขึ้น มีการใช้มัลแวร์ที่ทำงานได้แบบอัตโนมัติเหมือนมนุษย์ เรียนรู้จากความสำเร็จในครั้งก่อนๆ ทำให้ดัดแปลงและหาเหยื่อใหม่ ๆ รวมถึงวิธีการคุกคามที่จะรอดจากการถูกดักจับ ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของ IoT จึงเป็นเรื่องที่ใหญ่มากเกินกว่าหน่วยงานรัฐบาลจะเพิกเฉยได้ ขณะเดียวกันหากผู้ผลิตดีไวซ์เหล่านี้ ไม่สามารถสร้างระบบป้องกันได้ดี จะกระทบ กับเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลกและความเชื่อมั่น ของผู้บริโภค
          ด้าน "ซิลเวีย อึง" ผู้จัดการทั่วไป แคสเปอร์สกี้แล็บ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก เปิดเผยว่า จากข้อมูลของแคสเปอร์สกี้แล็บพบว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุก ๆ 5 คน จะมี 1 คนหรือราว 18% ตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์เมื่อเดินทาง เนื่องจากมักไม่ระวัง โดยเฉพาะการใช้ WiFi สาธารณะ ทั้งยังมีความเสี่ยงเรื่องการตั้งรหัสใช้งานที่คาดเดาได้ง่ายเกินไป และการใช้งานของเยาวชนที่ไม่สามารถคัดกรองข้อมูลที่เหมาะสมได้
          ขณะที่มีการประเมินว่า ภาพรวมตลาด ซีเคียวริตี้ในไทยปัจจุบันอยู่ที่ 58 ล้านเหรียญสหรัฐ และปีหน้าจะเติบโตขึ้น 17% หรือมีมูลค่าราว 68 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นตลาดใหญ่อันดับ 5 ของภูมิภาค รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทั้งยังมีการแข่งขันที่รุนแรงของผู้ประกอบการ โดยในส่วนของ "แคสเปอร์สกี้" ได้มีการออกเวอร์ชั่นใหม่ที่สามารถตอบสนองการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ "ฟอร์ติเน็ต" เตรียมลงทุนเพิ่มในไทย 15% เพื่อเปิดโซลูชั่น เซ็นเตอร์ ให้เป็นแหล่งความรู้ ด้านซีเคียวริตี้