พ.ร.บ.คอมพ์ วาระ 3 แรงต้านเชี่ยวกรากประชาชนมองต่างภาครัฐ

ประเด็นเกี่ยวกับความพยายามในการที่จะควบคุมดูแลโลกโซเชียลออนไลน์ในประเทศไทยของภาครัฐ เป็นประเด็นที่ทำให้ภาคประชาชนเกิดความเห็นต่างมาโดยตลอด
          โดยเฉพาะการเปิดประเด็นในเรื่องของ Single Gateway  ที่ภาครัฐมองในแง่ของการบริหารจัดการและควบคุมดูแลได้ง่าย เพราะมีประตูทางออกของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในโลกโซเชียลออนไลน์ได้เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น
          แต่ภาคประชาชนมองไปในมุมของเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัด
          2 มุมมองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ได้ทำให้กระแสคัดค้านและต่อต้านซิงเกิ้ล เกตเวย์ กระหึ่มขึ้นมาจนภาครัฐเองจำเป็นต้องยอมชะลอแผนไปในที่สุด หลังจากที่เจอยุทธการ กด F5 ถล่มเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแผนซิงเกิ้ล เกตเวย์ จนการสื่อสารมีปัญหาหนัก
          ซึ่งเรื่องของซิงเกิ้ล เกตเวย์เหมือนกับว่าจะเงียบหายไปชั่วคราว ขณะที่ภาครัฐได้มีการเดินหน้าไปเรื่อยๆ กับการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และโลกโซเชียล นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วย การกระทำ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
          เป็นการเดินหน้าเงียบๆ มาจนถึงขั้นที่จะพิจารณาวาระ 3 ของที่ประชุมสนช.ในวันที่ 15 ธันวาคม 59
          ทำให้ เครือข่ายพลเมืองเน็ต ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org เพื่อคัดค้าน ได้ออกมาเดินหน้าคัดค้านและเรียกร้องให้ประชาชนเข้ามาร่วมลงชื่อคัดค้านกันอีกครั้ง ซึ่งแค่ประเดิมก็มีผู้สนับสนุนการคัดค้านไปถึง 51,427 คน พร้อมกับการขานรับของโลกโซเชียลมีเดีย ของผู้ใช้จำนวนมากโพสต์ แท็ก แชร์ สรุปเนื้อหาที่จะเกิดผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพจากร่างกฎหมายฉบับนี้ ตลอดจนส่งอีเมล์เรียกร้องไปยังหน่วยงานสนช. และสมาชิกสนช. ที่เกี่ยวข้อง ตามแนวทางการรณรงค์ของโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์
          นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวถึง แนวทางการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. คอมพ์ ว่า ก่อนเข้าสู่การประชุมสนช.ในวันที่ 15 ธันวาคม เครือข่ายพลเมืองเน็ต จะนำรายชื่อผู้คัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ไปยื่นต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เพื่อขอให้ทำการชะลอและทบทวนร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวก่อนเข้าสู่การลงมติเห็นชอบผ่านวาระ 3 เพื่อ รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
          พร้อมกับระบุว่า เคยล่ารายชื่อได้ครบ 40,000 คน และยื่นหนังสือขอให้สนช.ทบทวนมาแล้ว เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 59 แต่ถึงขณะนี้พบว่าร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งยังแย่กว่าฉบับเดิมในปี 2550 และร่างแรกที่ผ่านความเห็นชอบ จึงต้องการให้สนช.ทบทวนมากกว่านี้ก่อนผ่านกฎหมาย
          เหตุผลสำคัญของนายอาทิตย์ก็คือ กฎหมายที่จะออกมาไม่ใช่แค่การปิดกั้นเว็บไซต์ แต่จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารของประชาชนทั้งหมดได้
          กระแสไม่เห็นด้วยและคัดค้านในครั้งนี้ ทำให้ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องออกมาบอกว่าไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะไม่ได้เป็นคนเขียนกฎหมาย จะต้องไปสอบถามกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เป็นผู้ดำเนินการหลัก
          แต่ในส่วนนโยบายซิงเกิลเกตเวย์ในด้านความมั่นคงนั้น พล.อ.ประวิตรคิดว่ามีความจำเป็นอยู่ เพราะทางต่างประเทศยังมีความเคลื่อนไหว ส่งข้อมูลมายังประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศลาวก็ให้ความร่วมมืออย่างดีในการส่งข้อมูลให้ทางการไทย
          อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่ากระแสต้านครั้งนี้มีแนวร่วมมาก กว่าที่ผ่านมา เพราะจากรายชื่อ 51,427 คน ได้ขยับเป็น 102,000 คนในระยะเวลาไม่นานนัก แล้วก็ขยับไปเป็น 150,033 คน ในช่วงเย็นวันที่ 14 ธันวาคม เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 1 แสนคนภายในวันเดียว
          พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ. วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ออกมาบอกว่า แม้จะมีกระแสคัดค้าน แต่มาถึงตอนนี้คงชะลอหรือทบทวนอีกไม่ได้ ต้องเดินไปตามกระบวนการพิจารณากฎหมาย แต่ทั้งนี้จะมีการเลื่อนวาระการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ไปเป็นวันที่ 16 ธันวาคมแทน ยืนยันว่า กฎหมายฉบับนี้ถูกแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าฉบับ 2550 มีเนื้อหาระบุชัดว่า ไม่เกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญา ทำให้การบังคับใช้แยกฐานความผิดกัน จะไม่มีการใช้พ่วงกันในการฟ้องร้องเหมือนที่ผ่านมา
          ส่วนข้อห่วงกังวลเรื่องการปิดกั้นการเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ ก็ยังต้องใช้หมายศาลภาพรวมของกฎหมายเป็นไปตามหลักสากล เราต้องการคุ้มครองความมั่นคงทั้งเศรษฐกิจและสังคม ถ้าปล่อยให้นำข้อมูลที่ปลอมแปลงเข้าสู่ระบบมันจะกระจายอย่างรวดเร็ว จึงแก้ไขปรับปรุงให้กฎหมายมีความชัดเจน
          แน่นอนว่าบรรดาสื่อสังคมออนไลน์ อย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ก็มีการรณรงค์คัดค้าน อย่างกว้างขวาง หลายเพจที่มีผู้คนติดตามจำนวนมาก ต่างแชร์สรุปเนื้อหาที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีการรณรงค์เปลี่ยนรูปภาพประจำตัวที่มีข้อความแสดงการคัดค้าน ตลอดจนทำภาพการ์ตูนล้อเลียน เช่น เพจ 'iLaw' 'Thai Netizen' 'พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall' และ 'Thailand F5 Cyber Army Against Single Gateway' ที่เคยแสดงออกนัดเวลาผู้ใช้เข้าไปกดปุ่ม F5 พร้อมกันบนหน้าเว็บไซต์ 8 หน่วยงานราชการไทยจนล่ม เพื่อต่อต้านนโยบาย "ซิงเกิ้ลเกตเวย์" เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา
          เจอกระแสต้านหนักแบบนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของ "เดอะ ไก่อู" พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่า มีบุคคลบางกลุ่มพยายามปลุกกระแสคัดค้านร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ที่ สนช. มีมติเห็นชอบให้ผ่านวาระที่ 2 ไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา และจะพิจารณาวาระ 3 ในวันที่ 15 ธันวาคม โดยเชื่อมโยงสาระสำคัญของกฎหมายเข้ากับแนวคิดซิงเกิ้ล เกตเวย์ในทำนองว่า จะเป็นกฎหมายล้วงข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งไม่เป็นความจริง และรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าไม่มีแนวคิดที่จะดำเนินการซิงเกิ้ล เกตเวย์แต่อย่างใด แต่คนกลุ่มนี้ก็พยายามสร้างกระแสต่อต้านโจมตีอย่างต่อเนื่อง
          พล.ท.สรรเสริญ ยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว มีสาระสำคัญที่แท้จริงคือการเพิ่มฐานความผิดและบทลงโทษให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆ เช่น การเจาะทำลายระบบความมั่นคงของประเทศ ความผิดฐานส่งสแปมหรือ ข้อความที่ผู้รับไม่ได้ร้องขอ การนำเข้าข้อมูลเท็จ การเผยแพร่เนื้อหาหรือภาพตัดต่อที่ผิดกฎหมาย การให้ผู้กระทำผิดรับโทษตามกฎหมายอาญาอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพียงอย่างเดียว เป็นต้น
          "รัฐบาลขอให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กฎหมายดังกล่าวจะช่วยคุ้มครองและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ไม่ใช่การคุกคามสิทธิส่วนบุคคลตามที่มีการกล่าวอ้าง โดยขอให้กลุ่มผู้ไม่หวังดียุติพฤติกรรมบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือและสร้างความแตกแยกในทันที" พล.ท.สรรเสริญกล่าว
          ขณะที่ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ทวิตข้อความเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาวาระ 3 ระบุว่า
          ส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. คอมพ์ ตั้งแต่ร่างปัจจุบันถึงร่างใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะเคยถูกทางช่อง 3 ฟ้องด้วย พรบ.คอมพ์ จากการทวิต ดีที่ถอนฟ้องไป พ.ร.บ. คอมพ์ ไม่ใช่ พ.ร.บ. หมิ่นประมาท พอนำมาใช้แทน พ.ร.บ. หมิ่นประมาท ทำให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้น โทษอาญาแผ่นดินหนักขึ้นมาก ยอมความไม่ได้ ไร้ขอบเขต ส่วนการเอาผิดตัวกลาง การเอาผิดคนกด like และ share ได้ตาม พ.ร.บ. คอมพ์ง่ายๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้การกำกับดูแลสื่อออนไลน์ดีขึ้น แต่เพิ่มภาระให้ระบบและศาล
          พร้อมกับชี้ว่า การใช้ พ.ร.บ.คอมพ์พร่ำเพรื่อ แทน กม. หมิ่นประมาท อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ความแปลกคือ ต้นเรื่องไม่ถูกดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพ์ แต่คน share โดนคดี ไม่ใช่เรื่องความมั่นคงด้วย
          และจริงๆแล้วภาษาของโลกออนไลน์ การกด like และ share ไม่ใช่แปลว่าการเห็นด้วยเสมอไป ธรรมชาติการแชร์คือฟีเจอร์ของ social media ถ้าเหมารวมจะยุ่งมาก
          กระแสการคัดค้านดูเหมือนว่าจะไม่ยอมถอยง่ายๆ ยิ่งเมื่อ สนช.ยืนยันว่าจะประชุมพิจารณากฎหมายนี้ในวันที่ 16 ธันวาคม ทำให้มีประชาชนร่วมลงชื่อร่วมรณรงค์ออนไลน์ผ่าน change.org "หยุด Single Gateway หยุดกฎหมายล้วงข้อมูลส่วนบุคคล" ขยับขึ้นเป็นกว่า 250,000 คน แล้วก็ทะลุขึ้นไปถึง 304,000 คน
          ขณะที่นักวิชาการ และนักเขียน ต่างทวิตข้อความให้ความเห็นต่อกรณีนี้ โดย ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทวิตข้อความระบุว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์=การสร้างรัฐ 1984 ขึ้นในสังคมไทย=รัฐมีอำนาจควบคุม ปชช. อย่างเบ็ดเสร็จในด้านข้อมูลข่าวสาร
          วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ นักเขียนชื่อดัง หนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสารอะเดย์ (A Day) ระบุว่า "ผมลงชื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่แล้ว ส่วนแต่ละท่าน แล้วแต่เลยครับ สิทธิที่จะ คิด/เห็น เป็นของเราทุกคน"
          สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล ทวิตข้อความระบุว่า " #ไม่ค้านผ่านแน่ๆ #พ.ร.บคอมพ์ แต่ถ้าคนใช้เน็ตรวมพลังอาจจะต้านสำเร็จเหมือนตอน Single Gateway ก็ได้"
          ศาสตราจารย์โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทวิตข้อความว่า รัฐบาลบอกว่า "ถ้าบริสุทธิ์ก็ไม่เดือดร้อน" แต่มันจะเดือดร้อน ตรงคนบอกว่าใครบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์ คือเจ้าหน้าที่ กฎหมายให้อำนาจเต็มๆ #พ.ร.บ.คอมพ์"
          เจอกระแสต้านแบบนี้ พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์ กองทัพบก ต้องออกมาร่วมชี้แจงว่า ร่างที่กำลังพิจารณาอยู่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากกว่า เพราะเป็นการปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ให้ทันสมัยขึ้น ทันต่อโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะพฤติกรรมบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีโชเชียล มีเดีย รวมถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีการเพิ่มโทษผู้กระทำความผิด ทั้งด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญาอื่นๆ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล หรือคุกคามสิทธิส่วนบุคคลในโลกไซเบอร์ตามที่มีคนบางกลุ่มพยายามสร้างกระแสบิดเบือนเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อและคัดค้าน ตรงกันข้ามกฎหมายนี้ จะเป็นประโยชน์ด้านการคุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไป และผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเป็นมาตรการทางกฎหมาย เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบดิจิทัลของประเทศด้วย จึงขอวิงวอนกลุ่มบุคคลที่สร้างกระแสในสื่อต่างๆ ควรหยุดสร้างกระแสยุยงปลุกปั่นเช่นนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และความแตกแยกในสังคม
          อย่างไรก็ตาม "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" เครือข่ายพลเมืองเน็ตร่วมกับแอมเนสตี้ ได้เข้ายื่นหนังสือพร้อมรายชื่อประชาชนกว่า 3 แสนรายชื่อต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยหวังว่า สนช.ไม่รับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
          เรื่องนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ยืนยันว่าไม่นำชิงเกิล เกตเวย์มาบังคับใช้ แต่จำเป็นต้องมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะมีข้อมูลด้านลบมาจากต่างประเทศ ซึ่งป้องกันยาก โดยเฉพาะการหมิ่นสถาบัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อสกัดกั้นข้อมูล ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมาย ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน ซึ่งขณะนี้มีการระดมต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยย้ำว่ารัฐบาลไม่ต้องการลิดรอน สิทธิใดๆ
          ล่าสุด สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีการออกแถลงการณ์ แสดงความกังวลต่อการที่อาจเกิดการ กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหลายประการ อาทิ การตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน การที่ศาลสามารถอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ การยึดคอมพิวเตอร์ และการถอดรหัสคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย อีกทั้งยังมีการให้ดุลพินิจกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการในกรณีที่กระทบกับการบริการสาธารณะ ความปลอดภัยสาธารณะ และศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งไม่มีการนิยามความหมายที่ชัดเจน
          สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกร้องต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสมาชิก สนช. ด้วยให้ยืนหยัดในการดำรงไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมีพึงได้ตามหลักการสากลและตามรัฐธรรมนูญของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด