รายงาน: สิงคโปร์อันดับ 1 ฮับฟินเทคเอเชียแซงฮ่องกง

โต๊ะข่าวเออีซี
          บริษัทจัดอันดับประเทศที่เป็นศูนย์กลางฟินเทคของโลกปี 2516 ยกให้สิงคโปร์ อยู่อันดับ 4 ฮ่องกงอยู่อันดับ 7 ทำให้ เมืองลอดช่องกลายเป็นศูนย์ฟินเทคยอดนิยมอันดับ 1 ของเอเชีย ระบุเซียนการเงินรุ่นใหม่ แห่ตั้งบริษัทฟินเทคเป็นฐานเจาะตลาดเอเชียและอาเซียน
          สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บริษัทที่ปรึกษาเอินส์ท แอนด์ ยังทำการสัมภาษณ์นักธุรกิจ ฟินเทคทั่วโลกและทำทำเนียบอันดับศูนย์กลางธุรกิจฟินเทคของโลกด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ได้ประกาศผลให้ประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางฟินเทคที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกเป็นประตูสู่เอเชีย และให้ฮ่องกงอยู่อันดับ 7 โดยระบุว่าปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์เหนือกว่าฮ่องกงคือ ความตื่นตัวของรัฐบาลสิงคโปร์ในการสนับสนุนฟินเทคที่รวดเร็วกว่าฮ่องกง
          บลูมเบิร์กระบุว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสิงคโปร์ทำให้บริษัทฟินเทคของคนรุ่นใหม่ที่หวังเจาะตลาดอาเซียนและเอเชีย ตัดสินใจตั้งบริษัทในสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย ที่โดดเด่นขึ้นมาเหนือฮ่องกงซึ่งเป็นคู่แข่งกันมาโดยตลอด
          บลูมเบิร์กยกตัวอย่างนายโจ ซึงฮยอน โช (Joe Seunghyun Cho) นักธุรกิจฟินเทคจากเกาหลีใต้ ที่ได้ตัดสินใจตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับ 6 บริษัท ฟินเทคในเครือ Marvelstone Group ที่สิงคโปร์ แทนที่จะเป็นฮ่องกงหรือเกาหลีใต้บ้านเกิด
          นายโจ ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก ว่า "เรารู้สึกประทับใจในการขับเคลื่อนเชิงรุกของหน่วยงานรัฐของสิงคโปร์ที่ช่วยทั้งด้านภาษีและการสนับสนุนให้เข้าตลาดได้ง่าย"
          กลุ่มบริษัท Marvelstone พัฒนาแพลต ฟอร์มสำหรับการชำระเงินแบบโมบายและลงทุนในบริษัทฟินเทคอื่นด้วยโดยบริษัทนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐของสิงคโปร์ในเรื่องสิทธิทางภาษีและการแนะนำพันธมิตรธุรกิจที่ต่อ ยอดธุรกิจร่วมกันได้
          นายโมฮิท เมห์โรตรา (Mohit Mehrotra) หัวหน้าฝ่ายให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ของบริษัท ดีลอยท์ฯ กล่าวว่า "อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน มีความสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงานของสิงคโปร์ แต่ขณะนี้อุตสาหกรรมนี้ต้องพยายามรักษากำไรและการเติบโตภายใต้แรงกดดัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่สามารถนำเสนอเทคโนโลยีและการสร้างระบบนิเวศให้กับอุตสาหกรรมนี้"
          บลูมเบิร์ก อ้างรายงานของบริษัทเอคเซนเชอร์ฯ ที่วิเคราะห์บนพื้นฐานข้อมูลของบริษัท ซีบีอินไซท์สฯ และพบว่าบริษัทและนักลงทุนทั่วโลกได้ทุ่มเงินลงไปในบริษัทฟินเทคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากกว่าภูมิภาคอื่นของโลกโดยมีการลงทุนกว่า 10.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 378,000 ล้านบาท) เมื่อนับถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เข้าไปในประเทศจีนโดยไม่ผ่านฮ่องกงส่วนยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีการลงทุน 2.000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท)
          ฮ่องกงดิ้นสู้สิงคโปร์
          บลูมเบิร์ก ระบุว่าทางการฮ่องกงรับรู้ถึงความเพลี่ยงพล้ำในเรื่องการเป็นศูนย์ฟินเทค จึงให้ฮ่องกงโมเน็ททารี่ออร์ทอริตี้ ซึ่งเป็นเสมือน แบงก์ชาติของฮ่องกง เร่งจัดตั้งฟินเทคอินโน เวชันฮับ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมาเพื่อระดมความคิดเห็นของนายธนาคาร เจ้าของสตาร์ตอัพและตัวแทนจากแบงก์ชาติ หาแนวทางสนับสนุน ฟินเทคในฮ่องกง
          นอกจากนี้แบงก์ชาติฮ่องกง ยังจัดทำ แซนด์บ็อกซ์ เพื่อให้สตาร์ตอัพฟินเทคสามารถ นำแนวคิดและนวัตกรรมสินค้าบริการการเงินรูปแบบใหม่มาลองให้บริการภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบทางการเงินของทางการ
          อย่างไรก็ดีผู้สังเกตการณ์ระบุว่า ฮ่องกง ค่อนข้างช้ากว่าสิงคโปร์อย่างเช่น การออก แซนด์บ็อกซ์ ก็ทำช้ากว่าสิงคโปร์ 3 เดือน
          Mr.Shailesh Naik  ผู้ก่อตั้ง บริษัทให้บริการชำระเงินแบบโมบาย ซึ่งเลือกตั้งบริษัทที่สิงคโปร์ กล่าวว่า เขาเลือกสิงคโปร์เนื่องจากหาคนเก่งทำงานได้ง่ายกว่า เพราะสิงคโปร์สร้างสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ให้กับคนทำงาน และสิงคโปร์ใช้ภาษาอังกฤษในระบบธุรกิจซึ่งทำให้ทำงานได้ง่าย
          บลูมเบิร์ก ระบุว่าสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์เหนือกว่าฮ่องกงอย่างชัดเจนคือ การจัดสัมมนาเกี่ยวกับฟินเทคในฮ่องกงและสิงคโปร์ที่จัดในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏว่างานในสิงคโปร์มีคนเข้าร่วมกว่า 1 หมื่นคน ขณะที่มีคนเข้าร่วมในงานที่ฮ่องกงน้อยกว่านั้นมาก