ขยับปรับองค์กรรับดิจิทัล มายรัม แนะซีอีโอรู้ทันเทคโนโลยี

นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาลจุดพลุให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ ขณะที่ผู้บริโภคไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เข้าถึงโลกออนไลน์ ส่วนหนึ่งมาจากความนิยมในการใช้โซเชียลมีเดียผ่านสมาร์ทโฟน ส่งผล ถึงองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หากไม่อยากตกขบวน
          "อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล" ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท มายรัม (ประเทศไทย) จำกัด เครือข่ายดิจิทัลเอเยนซี่กลุ่ม WWP กล่าวว่า นักการตลาดทุกวันนี้มีความคุ้นเคยกับ การใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งอยู่แล้ว และโซเชียล มีเดียได้กลายเป็นช่องทางปกติในการสื่อสารพูดคุยสื่อสารของคนทั่วไป ขณะที่การสั่งซื้อ สินค้าและการชำระเงินออนไลน์ ไม่มีผลต่อ การตัดสินใจของนักช็อปออนไลน์มากเท่ากับสิทธิพิเศษ หรือกระแสโซเชียลจนอาจกล่าวได้ว่าผู้บริโภคได้ก้าวเข้าสู่การใช้ดิจิทัลเต็มตัว
          จากการสำรวจความคิดเห็นของ 100 ซีอีโอ โดยมายรัมในเดือน ก.ย.-ต.ค. 2559 เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ และการให้บริการลูกค้า พบว่าซีอีโอในทุกอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญและมองว่าธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับกระแสเศรษฐกิจดิจิทัล โดยระดับการใช้งานดิจิทัล ดังนี้
          9.41% ยังคงอยู่ในยุคดิจิทัล 1.0 ที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์ทั่วไป
          28.24% อยู่ในยุคดิจิทัล 2.0 มีแพลตฟอร์มของการตลาดที่ใช้สื่อสารตรงกับผู้บริโภคได้ อาทิ โซเชียลมีเดีย ในวงกว้าง
          48.24% อยู่ในยุคดิจิทัล 3.0 มีระบบการสื่อสารแบบคลาวด์คอมพิวติ้ง สามารถเชื่อม การทำงานต่างแพลตฟอร์ม เกิดบริการแอปพลิเคชั่น, Online Service, Omni Channel, Mobile
          14.12% อยู่ในยุคดิจิทัล 4.0 เริ่มใช้กลยุทธ์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเพื่อธุรกิจ ให้การสื่อสารและการทำงานเกิดขึ้นเองอัตโนมัติผ่านเทคโนโลยี Machine-2-Machine หรือ IoT (Internet of Things)
          "ความไม่แน่นอนทางธุรกิจ และการแข่งขันในปีหน้าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นกังวล แทนที่จะกล่าวถึงเทรนด์ของดิจิทัลเช่นทุกปี"
          สำหรับสัดส่วนของเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะมีผลมากที่สุดในการแข่งขัน และการดำเนิน ธุรกิจใน 1-2 ปีจากนี้ ได้แก่ โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชั่น 39.29%, e-Commerce หรือ Omni Chanel 26.19%, ระบบ CRM 22.62% และระบบควบคุมการผลิตทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (IoT in the Operation Process)
          นอกจากนี้ ซีอีโอ 65.88% เข้าใจและเร่งการใช้งาน, 22.35% เริ่มเรียนรู้แต่ยังศึกษาอยู่, 11.76% เข้าใจดีมากและเป็นผู้นำ ส่วนซีอีโอที่เพิ่งเริ่มต้นและไม่จำเป็นต้องใช้ดิจิทัลที่เคยมีสัดส่วน 6% ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น 0% แล้ว
          ผู้บริหาร "มายรัม" กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ผู้บริหาร และนักการตลาดควรนำมาใช้ประกอบในการวางกลยุทธ์ดิจิทัลในปีหน้า เพื่อให้เหมาะกับธุรกิจและก้าวไปสู่การเป็นองค์กรที่เท่าทันการใช้ดิจิทัลในยุคสมาร์ท ดิจิทัล (2017 : The Year of Smarter Digital) มีด้วยกัน 5 ปัจจัย
          ปัจจัยแรกคือ การกำหนดแผนดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นให้ "ถูกทาง" (Smart Way) โดยต้องรู้และมีความชัดเจนในการกำหนดเป้าหมายองค์กรว่าจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับงานส่วนใด บางส่วนหรือทั้งหมด ต้องการผลลัพธ์เร็วและมากเพียงใด จะนำไปสู่การปรับสินค้าและบริการอย่างไร มีผลให้องค์กรต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและการใช้เทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน และอาจส่งผลต่อการลงทุน, วัฒนธรรมองค์กร, ความเชี่ยวชาญของบุคลากร เป็นต้น
          ปัจจัยที่สอง การใช้ดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและโอกาสอย่าง "ถูกต้อง" (Smart Work) รู้จักใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพและการแข่งขันในตลาด การขายและการผลิต เช่น การใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม, ระบบ ซีอาร์เอ็ม, ออมนิแชนเนล และไอโอที เป็นต้น
          "การที่องค์กรนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การทำงาน และการดูแลลูกค้า จนสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่โดดเด่นและแตกต่างได้ เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นความท้าทายของธุรกิจที่ต้องวางแผน"
          ปัจจัยที่ 3 กำหนดการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม "ถูกเป้า" (Smart Target) ความนิยมในสื่อสารและใช้ช่องทางออนไลน์ยังคงมากขึ้นในยุคดิจิทัล แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องบริหารงาน หากเข้าใจและเรียนรู้วิธีบูรณาการในการใช้สื่อได้จะช่วยให้สื่อสารได้ตรงกลุ่มลูกค้า และปิดการขายได้เร็วขึ้น
          ปัจจัยถัดมาคือ การใช้ดิจิทัลในการขายได้อย่าง "ถูกจุด" (Smart Conversion) ด้วยว่าดิจิทัลช่วยให้ธุรกิจเข้าใจความต้องการของ ผู้ซื้อมากขึ้น การติดตามข้อมูล การเสนอราคา และการเปรียบเทียบข้อมูลคู่แข่งก็ทำได้ผ่านโมบาย ขณะที่นวัตกรรมการขายและการบริการช่วยผูกข้อมูลความสนใจเข้ากับพฤติกรรมผู้ซื้อ ทำให้แบรนด์วิเคราะห์ความต้องการของผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น จึงเป็นการเพิ่มโอกาสการขายและการให้บริการได้
          และสุดท้าย การให้บริการที่ "ถูกใจ" ลูกค้า (Smart Service) แบรนด์ที่เข้าใจลูกค้า และนำเสนอบริการที่สะดวกสบายและใส่ใจย่อมเป็นแบรนด์ในใจลูกค้าเสมอ ดังนั้น การสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่โดนใจด้วยโซลูชั่นที่ดีกว่า จะทำให้ลูกค้าได้สิ่งที่ต้องการ ลดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงความยุ่งยากในการชำระเงิน และการส่งสินค้าได้ด้วย
          สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจไทย ได้แก่ AI (Artificial Intelligence) VR, Analytics/Big Data, Intelligence of Things, Social Commerce/Omni Chanel และ FinTech/ Blockchain
          "ทุกองค์กรต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแน่นอน แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจจะต้องใช้อย่างชาญฉลาดขึ้น"