เทคโนโลยี4.5จี บนรอยต่อสู่ยุค 5จี

 ในช่วงไล่เลี่ยกับที่เมืองไทยเราเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4จี กันเมื่อปีที่ผ่านมา ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศก็เริ่มมีการพูดถึงเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย 5จี กันแล้ว ความแตกต่างเบื้องต้นระหว่าง 4จี กับ 5จี นั้นเป็นเรื่องของความเร็วในการรับ-ส่งสัญญาณ 4จี นั้นสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 100 เมกะบิต/วินาที (เอ็มบีพีเอส) ส่วน 5จี นั้นเรื่องความเร็วว่ากันไปถึง 10 กิกะบิท/วินาที (จีบีพีเอส) เลยทีเดียว
          ในช่วงที่ผ่านมามีหลายประเทศทีเดียวที่ทดลองการใช้งานเครือข่าย 5จี แต่จนแล้วจนรอด 5จี ก็ยังใช้กันอยู่จำกัดยังไม่แพร่หลายเป็นสากลมากอย่างที่คาดกันไว้ ตรงนี้มีเหตุผลอยู่ 2 อย่างครับ แรกสุดคือปัญหาเรื่อง "มาตรฐาน" 5จี ยังไม่มีมาตรฐานที่ใช้กันได้ทั่วไปเป็นสากล เมื่อไม่มีมาตรฐานสากลก็ทำให้เกิดปัญหาที่ 2 ตามมา นั่นคือ อุปกรณ์ที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับการใช้งานบนโครงข่าย 5จี ก็ยังรีๆ รอๆ ทำให้ไม่มีสมาร์ทโฟน 5จี หรือแท็บเล็ต 5จี ออกมานั่นเอง
          ความเร็วระดับ 4จี นั้นแม้จะเร็วกว่า 3จี อยู่หลายเท่า แต่ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ดี ด้วยเหตุผลของ "คอนเทนต์" หรือ "เนื้อหา" ที่ส่งผ่านโครงข่ายซึ่งมีปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม ที่มากขึ้นเพราะรูปแบบของเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไป เป็นเรื่องของการใช้งานเชิงข้อมูลหรือดาต้า มากขึ้นกว่าเดิมมาก จะเห็นว่าเราไม่ใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อคุยกันเป็นหลักเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เราใช้เล่นเกม เข้าเฟซบุ๊ก เล่นวิดีโอ ดูภาพยนตร์ ดูถ่ายทอดสดกีฬา กันเป็นว่าเล่น
          แถมความละเอียดของวิดีโอหรือภาพยนตร์หรือการถ่ายทอดสดยังเพิ่มมากขึ้น เป็นเอชดี หรือ 4เค ทำให้ดาต้าเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
          เมื่อ 5จี ยังมาไม่ถึง แต่ความต้องการใช้ความเร็วในการอัพโหลด/ดาวน์โหลดสูงขึ้นมาก ผู้ให้บริการโครงข่ายก็จำเป็นต้องหาหนทางเพิ่มความเร็วและขีดความสามารถในการนำส่งข้อมูลให้สูงขึ้นโดยปริยาย นั่นคือการพัฒนาไปสู่โครงข่ายที่ใช้เทคโนโลยี 4.5จี ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกที่เมืองไทยเรานี่เองครับ แล้วก็มีให้บริการในออสเตรเลีย, ตุรกี กับเกาหลีใต้ อีกด้วย
          ทำยังไง 4จี ถึงกลายเป็น 4.5จี ได้? คำตอบก็ยังคงเป็นคำตอบพื้นฐานที่ว่า การใช้โครงข่ายใดๆ ให้ได้ประสิทธิภาพหรือได้ความเร็วสูงสุด ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ส่วน นั่นคือ สถานีส่งสัญญาณ, คลื่นความถี่รองรับสัญญาณ และสุดท้ายก็คือ อุปกรณ์ที่เราใช้รับสัญญาณ นั่นแหละครับ ไม่ว่ากี่จีๆ ก็ต้องไปพร้อมๆ กันทั้ง 3 อย่างนี้จึงจะได้ผล
          เพื่อให้สถานีฐาน 4จี สามารถรับส่งดาต้าได้มากขึ้นกว่าเดิม สถานีจำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์รับส่งข้อมูลจากเดิมที่เป็น 2 ช่องสัญญาณให้กลายเป็นการรับ-ส่ง 4 ช่องสัญญาณ ศัพท์ทางเทคนิคมักเรียกกันว่า 4x4 MIMO (multiple-input and multiple-output) หรือ 4ที4อาร์ (4 Transmit 4 Receiver) เพื่อให้สถานีสามารถรองรับการรับและส่งข้อมูลได้เพิ่มมากขึ้นอย่างน้อยเป็นเท่าตัว
          เมื่อจุดเริ่มต้นและจุดเชื่อมต่อรองรับข้อมูลได้มากขึ้น ก็ต้องทำให้คลื่นความถี่ที่เปรียบได้เหมือนถนนระหว่างจุดต่างๆ เหล่านั้นกว้างขึ้นเพื่อรองรับขนาดของข้อมูลให้เหมาะสมกัน เทคโนโลยีเพื่อขยายความสามารถของคลื่นความถี่นี้เรียกกันว่า เทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ หรือแคริเออร์ แอกกริเกชั่น (ซีเอ) จะเป็น 2ซีเอ คือการมัดรวมคลื่นความถี่ 2 คลื่นเข้าด้วยกัน หรือ 3ซีเอ คือการมัดรวม 3 คลื่นก็ทำได้ครับ
          ถามว่า เทคโนโลยี 4.5จี นี้ทำให้เร็วขึ้นแค่ไหน โดยทฤษฎีแล้วความเร็วน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30% ทำให้ความเร็วสูงสุดของโครงข่ายจะอยู่ที่ 1 กิกะบิต/วินาทีครับ
          แต่เราจะรู้สึกถึงความเร็วนั้นได้มากน้อยแค่ไหนก็ยังมีอีกหลายปัจจัย ปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ อุปกรณ์ของเรารองรับ 4.5จี หรือเปล่า ปัจจุบันนี้มีสมาร์ทโฟนไม่มากมายนักที่รองรับ 4.5จี เต็มที่ อาทิ แอลจี จี5, โซนี่ เอ็กซ์พีเรีย รุ่นเอ็กซ์ เพอร์ฟอร์แมนซ์, ซัมซุง เอส7/7 เอดจ์, ไอโฟน7/7 พลัส หรือสมาร์ทโฟนที่ใช้ชิป "สแนปดรากอน 820" นั่นแหละครับแต่ถึงจะเป็นสมาร์ทโฟนทั่วไป เราก็ยังสามารถรู้สึกได้ว่าเร็วขึ้นและเสถียรขึ้นเพราะโครงข่ายเร็วขึ้น เพียงไม่รู้สึกมากเท่ากับการใช้อุปกรณ์จำเพาะที่รองรับ
          ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับศักยภาพของ 4.5จี นั้นมีตั้งแต่เรื่องของจำนวนของผู้ใช้งาน (ยูสเซอร์) ณ เวลาหนึ่ง, จำนวนของสถานีฐานที่รองรับเทคโนโลยีนี้ว่าครอบคลุมมากมายแค่ไหน เป็นต้น
          ผู้ให้บริการ 2 รายในเมืองไทยให้บริการ 4.5จี อยู่ครับ ที่น่าสนใจก็คือทางทรูมูฟ ที่ กิตติณัฐ ทีคะวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านการพาณิชย์ ยืนยันว่า มีสถานีฐานแบบ 4.5จี ถึง 7,000 สถานีทั่วประเทศ ทำ ซีเอ ครอบคลุมทุกอำเภอแล้ว
          ทำให้ผู้ใช้บริการมีทางเลือกมากขึ้นกว่าเดิมมากครับ
--จบ--