เอไอเอสผนึกแบงก์ ลุยโมบาย มันนี่ นาโนไฟแนนซ์

หลังประกาศผลประกอบการ ไตรมาส 3 เอไอเอสยังครองเบอร์ 1 ด้วยสัดส่วนรายได้ 49.2% โดยมีเป้าหมายต้องหวนกลับมาเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดไม่ต่ำกว่า 50% อีกครั้ง
          "กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ "สมชัย เลิศสุทธิวงค์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) หลังกลับจากเดินสายพบปะนักลงทุน ถึงแผนงานขั้นต่อไปที่จะก้าวสู่เป้าหมายการเติบโตเหนือจีดีพี พร้อมนโยบายรุกคืบฟิกซ์ บรอดแบนด์ รวมถึงเปิดทางพันธมิตรแบงก์ลุย "โมบายมันนี่ -นาโน ไฟแนนซ์'
          สมชัย กล่าวว่า เป้าหมายเอไอเอสต้องการเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ดำเนินงานภายใต้ปัจจัยสำคัญ 3 แกน คือ 1. พยายามรักษาส่วนแบ่งรายได้ในตลาดรวม (Revenue Market Share) ไม่ต่ำกว่า 50% โดยยอมรับที่ผ่านมามีสัดส่วนอยู่ที่ 49.2% มาจากปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี เรื่องเอไอเอสไม่ชนะประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ครั้งแรก จนทำให้สังคมเกิดความสับสนสั้นๆ ในช่วงที่เอไอเอสไม่มีเครือข่าย 4จี ส่งผลให้ลูกค้าไปอยู่กับคู่แข่งส่วนหนึ่ง
          อย่างไรก็ตาม หลังเอไอเอสมีคลื่นความถี่ครบถ้วน และให้บริการทุกเครือข่ายครอบคลุมตั้งแต่ 2จี 3จีและ 4จี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่วางโครงข่าย (Roll out) ได้เร็วที่สุด คือ ได้รับใบอนุญาตเดือนพ.ย. 2558 ใช้เวลาเพียง 14 เดือน ปัจจุบันมีเน็ตเวิร์คมากกว่า 40,000 แห่ง
          2.มั่นใจเรื่องการดูแลลูกค้า (Customer Service) แข็งแกร่งกว่าผู้ประกอบการ รายอื่นการให้บริการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เริ่มตั้งแต่ฐานลูกค้าใหม่ที่ใช้งานในระดับต่ำ ไปจนถึงลูกค้าเซเรเนด สิ่งเหล่านี้เอไอเอสสั่งสมมายาวนาน 3. การให้สิทธิพิเศษ ที่ทำทุกเซ็กเมนต์ ทอย่างต่อเนื่อง การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เอไอเอสมีครบถ้วน
          "เน็ตเวิร์คควอลิตี้ของเราต้องดีที่สุด ที่ไหน ที่เรามีสัญญาณ เครือข่ายของเราต้องดีที่สุด"
          ขณะที่การเติบโตของรายได้ นายสมชัย เห็นว่า แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะเป็นเช่นนี้ แต่โทรคมนาคมยังจำเป็นต่อการ ใช้งานผู้บริโภค เอไอเอสมองว่าหากจีดีพีโตที่ 2-3% อุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะโตมากกว่า หรือราว 4-5% สอดคล้องผลประกอบการ เอไอเอสปีนี้ที่เคยแจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์ ที่น่าจะอยู่ในระดับที่เติบโตได้ ปัจจุบัน เอไอเอสมีลูกค้า 39.9 ล้านราย
          เน้นลงทุนฟิกซ์บรอดแบนด์ ส่วนการลงทุนโดยรวมของกลุ่มปีนี้ถึงสิ้นปี น่าจะมีมากกว่า 40,000 ล้านบาท ภายใต้ การลงทุนระหว่างปีที่ผ่านมาได้ขยายโครงข่าย อย่างหนักและเร็วที่สุด และต้นปี 2560 มั่นใจว่า จะครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 98%
          ขณะเดียวกัน ปี 2560 เอไอเอสมีแผนขยายลงทุนเน้นที่ธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ ด้วยเทคโนโลยีเอฟทีทีเอ็กซ์ ซึ่งจากการสำรวจตลาดรวมผู้ใช้บรอดแบนด์อยู่ที่ 6.7 ล้านราย แต่ในจำนวนดังกล่าวมีกว่า 95% ที่ยังเป็นระบบเอดีเอสแอล คือ อินเทอร์เน็ตที่ให้บริการอยู่บนเทคโนโลยีเก่า
          การทำให้ทุกคนเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีเอฟทีทีเอ็กซ์ หรือเพียว บรอดแบนด์ 100% ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญของเอไอเอส ไฟเบอร์
          ทั้งนี้ จากการทำตลาดมาตลอด 1 ปีเต็ม ปัจจุบันมีลูกค้าแล้ว 2 แสนราย ถือว่าเอไอเอสประสบความสำเร็จแล้วส่วนหนึ่ง และอีก 2 ปีเชื่อว่า เอไอเอส ไฟเบอร์จะเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดบรอดแบนด์แข่งทรูออนไลน์ และ 3บีบี
          "เรามาทีหลัง บอกว่าจะเป็นที่ 1 คงไม่ได้ แต่จะเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดบรอดแบนด์"
          ทำธุรกิจโตไปกับพาร์ทเนอร์
          ซีอีโอ เอไอเอส เล่าว่า ต้นปีหน้า จะแถลงวิสัยทัศน์เอไอเอส เป็นแผนทำตลาด 3-5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งเอไอเอสตั้งใจมาตลอดที่จะทรานฟอร์มบริษัทจากเทเลคอม โอเปอเรเตอร์ ไปสู่ดิจิทัล เซอร์วิส โพรไวเดอร์ ตัวแปรสำคัญ คือ ขยายธุรกิจไปสู่บรอดแบนด์ซึ่งเอไอเอสทำได้แล้ว ขั้นต่อไปจะมุ่งไปสู่อีก 5 แกน ได้แก่ 1.ดิจิทัล คอนเทนท์ 2.แอพพลิเคชั่น 3.วีดิโอ 4.โมบายมันนี่ 5.คลาวด์ และ ไอโอที
          ทั้งนี้ เอไอเอสยึดมั่นแนวทางทำธุรกิจอีโค ซิสเต็ม การเติบโตไปพร้อมพาร์ทเนอร์ บนแนวทาง 'กินแบ่งไม่กินรวบ'
          "เราจะไม่ทำในสิ่งที่เราไม่เชี่ยวชาญ แต่จะเป็นพันธมิตรกับเจ้าของในธุรกิจนั้น เพื่อร่วมกันให้บริการสู่ลูกค้า"
          เอไอเอสจะวางตัวเองเป็นอินฟรา- สตรัคเจอร์ใหญ่ ให้พาร์ทเนอร์มาเชื่อมต่ออยู่บนแพลตฟอร์มและไปใช้งานในโลกดิจิทัล ช่วยพาร์ทเนอร์ทุกราย ช่วยอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้ทำธุรกิจไปต่อได้
          "จุดแข็งเอไอเอส คือ เรารู้จักลูกค้า เข้าถึงลูกค้า และหากรวมกับสิ่งที่พาร์ทเนอร์มี จะทำให้เราขายดิจิทัล เซอร์วิสอื่นๆ ได้ นอกเหนือจากขายวอยซ์ และดาต้า"
          ผนึกแบงก์ลุยนาโนไฟแนนซ์
          ขณะที่ ธุรกิจโมบายมันนี่ของเอไอเอส จะเป็นแพลตฟอร์มของโมบายมันนี่ให้ดีที่สุด เน้นร่วมสถาบันทางการเงินไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ เช่น ธนาคารเล็กต้องการเพิ่มบัญชี ลูกค้ามากๆ แต่ติดที่ไม่มีสาขามากพอเข้าถึงลูกค้า ก็มาผูกบัญชีกับเอไอเอสได้ เหมือนที่เอไอเอสทำกับธนาคารซีไอเอ็มบี ส่วนแบงก์ใหญ่เอไอเอสก็เป็นพันธมิตรได้ เพราะแบงก์ใหญ่อาจไม่มีประสบการณ์เรื่องนาโน ไฟแนนซ์ แต่อินฟราสตรัคเจอร์ของ เอไอเอสสามารถทำได้
          ดังนั้น เอไอเอสจึงไม่จำเป็นต้องลงไปทำเอง แต่จะรวมกันให้บริการ ซึ่งเอไอเอสจะได้รับ ส่วนแบ่งรายได้ค่าธรรมเนียมจากแบงก์
          "พันธมิตรเราก็น่าจะยินดี เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่ ซึ่งในกลุ่มแบงก์ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เห็นภาพการเติบโต ด้วยกันของ 2 อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล"
          เอไอเอสทำบิ๊กดาต้ามานาน ต่อไปจะนำ สิ่งเหล่านี้ที่ได้จากการลงทุนบิ๊กดาต้า-ดาต้าไมนิ่ง อนาไลติกส์ ไปใช้ในอุตสาหกรรมพันธมิตร
          ดังนั้น ในอนาคตเอไอเอสสามารถบอกพันธมิตรธนาคารได้ว่า หากให้กู้นาโน ไฟแนนซ์กับลูกค้ากลุ่มนี้สามารถส่งผ่านมาเอไอเอส และเอไอเอสมีเอเจนท์ ที่เดิมให้บริการด้านการเติมเงิน ซึ่งมีอยู่กว่า 30,000 คน มาเป็นจุดรับ-จุดให้บริการนาโน ไฟแนนซ์ ไปยังกลุ่ม ลูกค้าครอบคลุมทั่วประเทศ และเข้าถึงได้มากกว่าร้านสะดวกซื้อ แบงก์มีจุดให้บริการเหล่านี้ไม่เท่ากับโอเปอเรเตอร์ที่อาจมีสาขาธนาคารแค่ 1,000 แห่ง
          สิ่งที่แบงก์ได้ คือ ดอกเบี้ย โดยปกติมากที่สุดก็แค่ราว 10% แต่นาโน ไฟแนนซ์ได้มากถึง 36% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อนุญาตซึ่งหากไม่มีหนี้เสีย กลยุทธ์นี้ จะเป็นวิน-วินทุกฝ่าย เอไอเอสก็จะได้ ค่าธรรมเนียมจากทรานเซคชั่น แบ่งส่วน รายได้กันได้ สมมุติธนาคารได้ 20% ซึ่งก็มากกว่าปกติอยู่แล้ว เอไอเอสก็รับมา 16% และ แบ่งไปยังเอเจนท์ ธุรกิจอย่างนี้จะเกิด
          "ทุกคนคิดได้เหมือนกันหมด อยู่ที่ใครจะเก่งกว่าในเรื่องของแพลตฟอร์ม มันเหมือนกับกูเกิล ทำไมเขาถึงขยายโฆษณาได้ดี เพราะเขารู้จักคน เขารู้จักพฤติกรรม สามารถยิงโฆษณาไปได้โดยตรง กลับมาที่ธุรกิจไฟแนนซ์ ต่อไปตลาดจะเปลี่ยนไปสู่เซ็กเมนต์มากกว่าเป็นแบบแมส แต่ตรงนี้ทางแบงก์ก็ทำได้ด้วย แต่เราอยากยกตัวอย่าง เหมือนช้อปรองเท้าไนกี้ ก็มีช้อปของเขาไป แต่เอไอเอสจะเป็นเหมือนห้างก็มีบริการ ที่หลากหลาย มีสินค้าหลายๆ แบบรวมอยู่ ในนั้น รวมทั้งมีช้อปไนกี้ให้ลูกค้าด้วย"
          "ปี 60 มีแผนขยายลงทุนเน้นธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ ด้วยเทคโนโลยีเอฟทีทีเอ็กซ์"