ส่องเทคโนโลยี "ITU Telecom World 2016"

 กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
          ปิ ดฉากไปแล้วกับงาน "ITU Telecom World 2016" ที่จัดโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เมื่อวันที่ 14-17 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี
          พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า งาน "ITU Telecom World 2016" ได้รับเกียรติจากผู้นำประเทศ อาทิ มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรตองกา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารแห่งราชรัฐลักเซมเบิร์ก นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐวานูอาตู เลขาธิการ UNCTAD และผู้นำประเทศ ต่าง ๆ กว่า 50 ประเทศ
          โดยรูปแบบงานแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 1.ส่วนนิทรรศการนานาชาติ แสดงนวัตกรรมด้านไอซีที โทรคมนาคมและเทคโนโลยี โอกาสด้านการลงทุน การจัดศาลาประจำชาติ จาก 15 ประเทศ ในส่วนของ Royal Pavilion จะเป็นนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทร  มหาภูมิพลอดุลยเดช นำเสนอพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ และโครงการในพระราชดำริด้านการสื่อสารโทรคมนาคม
          สำหรับกระทรวงฯ ได้นำเสนอความก้าวหน้าเข้าสู่ยุคดิจิตอลของประเทศไทย อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิตอลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล การสร้างสังคมคุณภาพที่ทั่วถึงเท่าเทียมด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล การปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิตอล การพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลและการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิตอล
          อีกทั้งยังมีนิทรรศการและบูธจากหน่วยงานที่เข้าร่วมงาน อาทิ กสทช., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทช.), กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงเกษตร และสหกรณ์, การไฟฟ้านครหลวง, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นต้น
          ส่วนที่ 2.เป็นการประชุมวิชาการ ที่ต้องการดึงดูดให้ผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้นำจากภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมเพื่อจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และร่วมหารือกำหนดทิศทางของการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไอซีทีและโทรคมนาคมในอนาคต และ 3. กิจกรรมเพื่อการสร้างเครือข่าย และยังมีพิธีมอบรางวัลให้กับเอสเอ็มอี ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านไอซีที โดยประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมงานจะทำการคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาและสามารถสร้างนวัตกรรมด้านไอซีทีอีกด้วย
          พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ยังได้หารือกับ รัฐมนตรีจากทั้ง 24 ประเทศ เช่น บังกลาเทศ ไนจีเรีย ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และอิหร่าน เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเทศได้พูดถึงเทคโนโลยีดิจิตอลที่เกิดขึ้นในประเทศของตน โดยประเทศไทย นำเสนอการขับเคลื่อนนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 การดำเนินการตามพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเชื่อมโยงไปทั่วประเทศ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การประกอบธุรกิจ ช่วยเหลือด้านการศึกษา และสาธารณ สุข เป็นต้น
          "ประเทศไทยมุ่งหวังให้ในแต่ละประเทศเกิดความร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค และในระดับโลก เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิตอลจะเป็นประโยชน์ได้  ต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างกัน อีกทั้งในอนาคตอันใกล้นี้โลกจะเข้าสู่ยุค  "อินเทอร์เน็ต ออฟ ติงค์" ที่อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงเข้ากับอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งภายหลังจากนี้ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) จะรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอยังแต่ละประเทศ ส่งเสริมการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน รวมถึงจะมีการเผยแพร่ข้อมูลบางส่วนที่น่าสนใจให้ติดตามอ่านทางเว็บไซต์ได้ด้วยเช่นกัน"
          ด้าน พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าว ช่วยกระตุ้นให้เกิดการรับรู้และตื่นตัวเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวเนื่องด้านดิจิตอล เช่น เศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลให้กับประชาชนชาวไทย การสนับสนุนและเพิ่มโอกาสให้กับเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ โดยความร่วมมือของเครือข่ายภาคธุรกิจ และการแบ่งปันไอเดียหรือความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกระดับ ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้อาจจะสามารถช่วย ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในแง่ของศักยภาพที่มีในการจัดงานขนาดใหญ่ระดับโลกและการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมไอซีทีของประเทศไทย
          หวังว่า ภายหลังจัดงาน จะสร้างผลในเชิงตัวเลขต่อเศรษฐกิจได้มหาศาล ได้ทราบถึงจุดแข็งและโอกาส เพื่อประโยชน์ในการจัดงานนี้อีกครั้งในอนาคตต่อไป.