ดีอีปรับแผนตั้งกองทุนดิจิทัลปลดล็อก"เน็ตหมู่บ้าน"สะดุด

กองทุน "ดิจิทัลไทยแลนด์" สะดุดระเบียบราชการห้ามโยกทรัพย์สินรัฐตั้งกองทุน กระทรวง "ดีอี" เร่งหารือคลังปรับแผนใหม่ หวั่น "NBN" บริษัทลูกทีโอที-แคท ตั้งไม่ทันรับช่วงดูแลรักษาโครงข่ายเน็ตหมู่บ้านทั่วประเทศ ฟาก "กสทช." พร้อมดึงโครงข่ายเข้ากองทุนด้วยหากกฎหมายเปิดช่อง
          แหล่งข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ได้ทำหนังสือหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้กระทรวง ดีอีจำนวน 13,000 ล้านบาท สำหรับขยายโครงข่ายใน 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ เนื่องจากมีข้อท้วงติงในแง่กฎหมายเกี่ยวกับแนวคิดเดิมในการบริหารจัดการโครงข่ายที่อดีตปลัดกระทรวงดีอี (นางทรงพร โกมลสุรเดช) ได้วางแนวทางไว้ว่าจะนำโครงข่ายนี้เข้าเป็นทรัพย์สินของกองทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยแลนด์ หนึ่งในโครงการเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2560 โดยแนวคิดเดิมอยู่บนพื้นฐานที่จะนำทรัพย์สินมาระดมทุน เพื่อให้มีเงินในการบำรุงรักษาโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพตลอดเวลา รวมถึงสามารถขยายโครงข่ายให้เพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินงบประมาณจากภาครัฐ แต่ปัญหาคือระเบียบราชการไม่สามารถนำทรัพย์สินที่ใช้เงินรัฐลงทุนเป็นทรัพย์สินกองทุนได้ จะนำเข้าได้แต่เฉพาะรายได้ที่จะเกิดขึ้นจากโครงข่ายเท่านั้น
          "จึงมีปัญหาว่าเมื่อโครงข่ายติดตั้งเสร็จใครจะบริหารจัดการและบำรุงรักษา เพราะแนวคิดที่วางไว้จะให้เป็นโอเพ่นแอสเสตที่เอกชนจะมาเชื่อมต่อได้ด้วย แล้วโครงข่ายโทรคมนาคมก็ต้องมีการบำรุงรักษาเพื่อให้ใช้งานได้ตลอดเวลา และกระทรวงดีอีไม่ได้มีศักยภาพตรงนี้ ทั้งผู้จัดการกองทุนที่ตั้งขึ้น จะเข้ามาจัดการไม่ได้เพราะขัดระเบียบราชการ จึงต้องเร่งหารือกับกระทรวงการคลัง ไม่อย่างนั้นโครงข่ายที่สร้างมาจะไม่มีคนดูแล"
          อย่างไรก็ตาม แนวทางที่กระทรวงดีอีประเมินว่าน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ ให้บริษัทลูกของ บมจ.ทีโอทีและ บมจ.กสท โทรคมนาคม ที่ต้องตั้งขึ้นตามมติของคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่ให้รวมโครงข่ายภายในประเทศของทั้ง 2 บริษัท ตั้งเป็น "NBN Co" เป็น ผู้ดูแลแทนกระทรวงดีอี แต่ปัญหาคือขณะนี้ ยังไม่มีวี่แววว่าการตั้งบริษัทจะทำได้สำเร็จหรือไม่ จะพร้อมบริหารจัดการทันทีเมื่อโครงข่ายสร้างเสร็จตามกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดไว้ในปลายปี 2560 หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีทางเลือกสำรองไว้ด้วย
          ก่อนหน้านี้ดีอีได้จ้างบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ที่ปรึกษา จำกัด ศึกษาโครงการพัฒนาบริการบรอดแบนด์ในประเทศไทยและโครงการสื่อสารบรอดแบนด์แห่งชาติ โดยผลการศึกษาระบุว่า โมเดลที่เหมาะสมคือตั้งองค์กรกลางจัดการโครงข่ายสื่อสารบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่จะมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่มีการบริหารจัดการพิเศษเพื่อไม่ให้มีข้อจำกัดในการบริหารงานตามกฎระเบียบของภาครัฐที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการขยายโครงข่าย มี บมจ.ปตท.เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการ จากนั้นจะนำทรัพย์สินคือโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน มูลค่า 13,000 ล้านบาท เป็นประเดิมกองทุน กับส่วนของโครงข่ายภายในประเทศของ บมจ.ทีโอทีและ บมจ.กสท โทรคมนาคม ที่จะต้องนำมารวมกัน
          เตรียมชงเข้า ครม.
          พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านที่ต้องนำเข้าคณะรัฐมนตรีพิจารณา ทางกระทรวงดีอีจะปรับปรุงใหม่ในส่วนที่จะโอนงบประมาณให้ บมจ.ทีโอที เป็นผู้ดำเนินงานแทน เพื่อให้บรรจุเป็นวาระ ครม.ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา คาดว่าจะใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ แจ้งเวียน ขอรับความเห็นจากกระทรวงดีอีและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเข้า ครม.ในวันที่ 22 พ.ย.นี้
          "เป็นการขออนุมัติหลักการหลังคณะกรรมการเตรียมการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีความแตกต่างจากมติ ครม.ที่อนุมัติไว้เมื่อ ม.ค. 2559 จึงต้องนำโครงการที่ปรับใหม่มาขออนุมัติ ครม. อีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะดำเนินการได้ทันที"
          แหล่งข่าวจากกระทรวงดีอีเปิดเผยว่า โครงการที่ปรับปรุงใหม่จะกำหนดนิยามให้ชัดเจนว่า การโอนงบประมาณให้ทีโอที ดำเนินการแทน คือการเบิกจ่ายแทนกันแต่ละฝ่ายจะมีหน้าที่ดำเนินการอย่างไรบ้าง และกระทรวงดีอีจะเข้าไปกำกับดูแลแต่ละขั้นตอนของโครงการเพื่ออนุมัติการเบิกจ่ายอย่างไร โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทีโอที เพื่อให้เตรียมพร้อมดำเนินการได้ทันที ส่วนกรณีที่ทีโอทีจะเสนอของบประมาณในการบำรุงรักษาโครงข่ายเป็นเวลา 3 ปี จากรัฐบาลอีกปีละ 750-1,500 ล้านบาทนั้น ได้แจ้งให้เตรียมโครงการมาเสนอแล้ว ส่วนการแบ่งพื้นที่ติดตั้งโครงข่ายเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
          กสทช.พร้อมหนุน
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.เปิดเผยว่า พร้อมติดตั้งโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหมู่บ้านตามที่รัฐบาลมอบหมาย เฟสแรก 3,920 หมู่บ้าน ในโครงการขยายโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างทั่วถึง (USO) เดิม โดยกำลังจะลงนามจ้างสำรวจพื้นที่ชายขอบ และเปิดบริการ ไม่เกิน ธ.ค. ปี 2560 ภายใต้งบประมาณ ไม่เกินหมื่นล้านบาท ส่วนเฟสใหม่ที่รัฐบาลมอบหมายเพิ่ม 15,732 หมู่บ้าน คาดว่าไม่เกิน พ.ค. ปี 2561 จะเปิดบริการได้ แต่งบประมาณ ยังไม่ได้กำหนด โดยทั้ง 2 เฟส กสทช.จะให้บำรุงรักษา 3 ปี จากนั้นจะมีการหารือว่าใครจะดูแลต่อ หากรัฐบาลต้องการดึงโครงข่ายเข้ากองทุนดิจิทัลไทยแลนด์จะมีการหารือในแง่กฎหมายอีกครั้ง หากไม่ขัดกับกฎหมาย กสทช.ก็ไม่มีปัญหา
          รื้อใหม่ "เกตเวย์ ตปท."
          อีกโครงการที่ ครม.อนุมัติมาพร้อมอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ได้แก่ การลงทุนขยายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อ ระหว่างประเทศ มูลค่า 5,000 ล้านบาท รองรับการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นและ ยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน แหล่งข่าวจากกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ต้องรื้อโครงการปรับแผนใหม่ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องระเบียบการลงทุนของราชการหลายด้าน รวมถึงมีแนวคิดจะเพิ่มการลงทุนในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไป
          "เดิมโครงการนี้จะมอบหมายให้แคท ดำเนินการ แต่มีปัญหากฎระเบียบหลายอย่าง ทั้งเป็นโครงการที่ต้องไปเชื่อมต่อกับเครือข่ายของต่างประเทศจึงต้องมีการหารือเพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่า ใครกันแน่ที่มีความตกลงกับต่างประเทศในนามรัฐบาลไทยในเรื่องเหล่านี้ คงใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะได้ข้อสรุป"
          เรียกไทยคมเจรจา
          อีกประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลเร่งรัดให้กระทรวงดีอีรีบดำเนินการคือ การสะสางปัญหาดาวเทียมกับ บมจ.ไทยคม โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงดีอีเปิดเผยว่า ต้องเร่งดำเนินการทั้งส่วนที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือสถานะดาวเทียมไอพีสตาร์ การปรับสัดส่วนผู้ถือหุ้นใน บมจ.ไทยคม และส่วนของสถานะดาวเทียมไทยคมดวงที่ 7 และ 8 ที่ก่อนหน้านี้มีการนำเสนอผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อ ครม.เกี่ยวกับสถานะที่ยังถือว่าอยู่ภายใต้สัมปทาน และการดำเนินการที่ต้องไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ขณะที่ บมจ.ไทยคมเองได้เสนอขอเริ่มโครงการดาวเทียมไทยคม 9 โดยใช้วงโคจรที่ 119.5 องศา
          "พล.อ.อ.ประจินเรียกทั้งดีอีและไทยคมเข้าพบเพื่อมอบนโยบายแล้ว โดยให้ตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อเจรจาหาโซลูชั่นที่เหมาะสม เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาที่ไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์และเอกชนอยู่ได้ ซึ่งมีแนวโน้มที่ดีที่จะได้ข้อยุติร่วมกัน เพราะไทยคมเองแจ้งว่า พร้อมเจรจาและจะพิจารณาเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มให้รัฐ หากอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล แต่ขอให้ทุกอย่างชัดเจนก็