ตีโจทย์ "ฟินเทค"ปีระกาสนามรบดึงใจลูกค้าไฮเทค

  ตลอดทั้งปีนี้ "FinTech" หรือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการให้บริการธุรกรรมทาง การเงินต่าง ๆ กลายเป็นคำยอดฮิตที่หลายคนอาจได้ยินอยู่บ่อย ๆ ในฐานะธุรกิจรูปแบบใหม่ที่กำลังอยู่ในกระแส แต่ในปี 2560 ธุรกิจด้าน "FinTech"จะต้องพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อสร้างความอยู่รอดในระยะยาว และแน่นอนว่าการแข่งขันจะปรับตัวสูงขึ้นตามเช่นกัน ดังนั้น สนามรบของธุรกิจใหม่ที่กำลังจะก่อตัว จึงถือว่าน่าติดตามอย่างมาก
          ผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจ "FinTech"(ฟินเทค) อย่าง "ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จิตตะ ดอท คอม จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม ทางด้านการเงิน วิเคราะห์การลงทุน แบบเน้นคุณค่าของบริษัทในตลาด หลักทรัพย์ทั่วโลก ได้ให้มุมมองที่ น่าสนใจว่า ในปี 2560 ธุรกิจ "FinTech"จะมีพัฒนาการที่แยกออกเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนแรก คือ การถือกำเนิดของ "FinTech" รุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า "Startup" นั้น จะเริ่ม เห็นการเข้ามาชิมลางทำธุรกิจมากขึ้น หลังจากที่เห็นธุรกิจ "FinTech" ซึ่งเข้ามาทำก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จ
          ยกตัวอย่างเช่น โอมิเสะ (Omise) ผู้ประกอบธุรกิจด้านช่องทางชำระเงินออนไลน์เข้ามาในตลาด ซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กมีระบบตัดบัญชีของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคาร โดยโอมิเสะจะคิดค่าบริการกับร้านค้าต่อเมื่อมีการทำธุรกรรม ในอัตรา 3.65% ของมูลค่าธุรกรรมทั้งหมด ซึ่งข้อดีของ FinTech นี้ คือ ร้านค้าไม่ต้องรอเวลาพิจารณานาน หากต้องการสมัครก็สามารถเปิดได้ทันที แค่มีบัญชีธนาคารเท่านั้น
          อีกส่วนหนึ่ง คือ การแข่งขันของธุรกิจ "FinTech" รายเดิม ที่จะต้องดิ้นรน และตอบสนองการบริการให้ตรงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ซึ่งการแข่งขันที่สูงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการ "ตีโจทย์" เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ เช่น วิธีการนำนวัตกรรมไปใช้สร้างประโยชน์ในทางธุรกิจ การสร้างปริมาณการทำธุรกรรม (Volume) ให้มากเพียงพอ สำหรับที่จะนำไปใช้แสดงต่อสถาบันการเงินหรือหาเงินทุนในอนาคต การตัดสินใจจับมือทางธุรกิจหรือการควบรวมบริษัท รวมถึงยังต้องจับตาด้วยว่า สถาบันการเงินจะเข้ามาดำเนินการอะไรหรือไม่ในปี 2560
          "ลำดับพัฒนาการของ FinTech นั้น ช่วงแรกจะเริ่มด้วย ธุรกิจด้านระบบชำระเงิน (Payment System) ที่ออกมาเป็นพื้นฐาน ทำให้ผู้คนคุ้นชินกับการใช้จ่ายเป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ก่อน จากนั้นจะตามมาด้วย FinTech ด้านการบริหารจัดการการลงทุน (Wealth Management) ผ่านระบบประมวลผลของคอมพิวเตอร์ และตาม มาด้วย FinTech ด้านประกันชีวิต (Insurance)" ตราวุทธิ์เล่า
          อย่างไรก็ตามพัฒนาการทั้งหมดนี้ จะทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ต่อธุรกิจการเงินเดิม ยกตัวอย่างเช่น การ นำเอาข้อมูลของขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้ในวงการประกันภัย เพื่อประมวลผลความเสี่ยงรายบุคคล พิจารณาเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย ฯลฯ จะสร้างผลกระทบต่อ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะเทคโนโลยีสามารถเข้ามาจัดการและคำนวณได้เร็วครบถ้วน รวมถึงสามารถเก็บข้อมูลที่นอกเหนือจากการคำนวณของ นักคณิตศาสตร์ประกันภัยได้
          อย่างไรก็ตามแม้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนการทำงานของคนในบางส่วน แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในลักษณะเดียวกันทั่วโลก โดย "วิเรขา สันตะพันธุ์"ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับธุรกิจ สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มุมมองว่า ทิศทาง FinTech ของไทยในปีหน้า จะมีลักษณะคล้ายกับประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ ที่มีการนำเอาบล็อกเชน (Block Chain) มาใช้ในด้านการทำธุรกรรมทางการเงิน (Trade Finance) ทำให้สามารถตรวจสอบ ย้อนหลังช่วยลดระยะเวลากระบวนการ ตรวจสอบลง จากเดิมที่มีหลายธนาคารและทั้งเรื่องตราสารเครดิต (LC) ที่ต้องใช้เอกสารในหลาย ๆ จุด
          ปีระกา 2560 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของธุรกิจ FinTech ไม่ใช่แค่ ผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องก็จำเป็นต้องรู้เท่าทัน และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย